รายวิชา ง 21206 เทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน

รายวิชา  21206 เทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน

วิชาเพิ่มเติม(บังคับ)

มัธยมศึกษาปีที่ 1ภาคเรียนที่ 1    

เวลาเรียน   40  ชั่วโมง/ภาคเรียน    

จำนวน  1.0 หน่วยการเรียน

 

ตารางวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้แกนกลาง

สาระที่ 3                    เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร       

มาตรฐาน ง 3.1     เข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้นข้อมูล การเรียนรู้การสื่อสาร  การแก้ปัญหา  การทำงาน และอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีคุณธรรม

ชั้น

ตัวชี้วัด

สาระการเรียนรู้แกนกลาง

ม. 1

 1. อธิบายหลักการทำงาน บทบาท และประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ –    การทำงานของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วย หน่วยสำคัญ 5 หน่วยได้แก่ หน่วยรับเข้า  หน่วยประมวลผลกลาง  หน่วยความจำหลัก  หน่วยความจำรอง   และหน่วยส่งออก-   คอมพิวเตอร์มีบทบาทในการช่วยอำนวย  ความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ  และตอบสนองความต้องการเฉพาะบุคคลและสังคมมากขึ้น

–   คอมพิวเตอร์มีประโยชน์โดยใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน เช่น แก้ปัญหา  สร้างงาน สร้างความบันเทิง  ติดต่อสื่อสาร ค้นหาข้อมูล

 2. อภิปราย ลักษณะสำคัญ และผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ  –    ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ     –   ช่วยให้การทำงานรวดเร็ว ถูกต้องและแม่นยำ 

     –   ช่วยให้การบริการกว้างขวางขึ้น

     –   ช่วยดำเนินการในหน่วยงานต่างๆ 

     –   ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน   

–     เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลกระทบในด้านต่างๆ  เช่น

     –   คุณภาพชีวิต 

     –   สังคม

     –    การเรียนการสอน  

 

 3. ประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ  –    ข้อมูลและสารสนเทศ           –   ความหมายของข้อมูล และสารสนเทศ

           –   การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ

–    ประเภทของข้อมูล

–    วิธีการประมวลผลข้อมูล

–    การจัดการสารสนเทศ  มีขั้นตอนดังนี้

      –  การรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลได้แก่ การเก็บรวบรวมข้อมูล  และการตรวจสอบข้อมูล

      –  การประมวลผลข้อมูล  ได้แก่  การรวบรวมเป็นแฟ้มข้อมูล  การจัดเรียงข้อมูล การคำนวณ  และการทำรายงาน

     –   การดูแลรักษาข้อมูล  ได้แก่   การจัดเก็บ  การทำสำเนา   การแจกจ่ายและการสื่อสารข้อมูล และการปรับปรุงข้อมูล

–    ระดับของสารสนเทศ

รายวิชา  21206 เทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน                                                 วิชาเพิ่มเติม(บังคับ)                          

มัธยมศึกษาปีที่ 1ภาคเรียนที่ 1    เวลาเรียน   40  ชั่วโมง/ภาคเรียน     จำนวน  1.0 หน่วยการเรียน

———————————————————————————————————————-

 คำอธิบายรายวิชา

ศึกษาและวิเคราะห์ หลักการทำงานและบทบาทของคอมพิวเตอร์ ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ในการทำงาน ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ  ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านต่าง ๆ  ความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ การประมวลผลข้อมูล ประเภท วิธีการประมวลผลข้อมูล  และการจัดการสารสนเทศ    

ปฏิบัติการจัดการสารสนเทศ โดยใช้กระบวนการสืบค้นข้อมูล  และจัดทำโครงงานจากการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสร้างงานนำเสนอ

เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจและปฏิบัติงานโครงงาน อย่างมีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประหยัด มีนิสัยรักการทำงาน ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

 

ผลการเรียนรู้รายวิชา  ง 21206 เทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน

 

1.   อธิบายหลักการทำงานและบทบาทของคอมพิวเตอร์ ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ในการทำงาน

2.   มีความรู้  ความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ  ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านต่างๆ 
3.  อธิบายความหมายของข้อมูลและสารสนเทศ การประมวลผลข้อมูล การจัดการสารสนเทศ

3.   ปฏิบัติการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการสร้างงานโครงงาน

 

โครงสร้างรายวิชา 

21206 เทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน 

สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่   1     ภาคเรียนที่ 1      เวลา40  ชั่วโมง 

ลำดับที่

ชื่อหน่วย

การเรียนรู้

มาตรฐาน

การเรียนรู้/ตัวชี้วัด

สาระสำคัญ

เวลา(ชั่วโมง)

น้ำหนักคะแนน

1.

คอมพิวเตอร์น่ารู้

ง 3.1(1)

  1. คอมพิวเตอร์มีบทบาทและประโยชน์ในการช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ การรู้จักหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ ทำให้เราสามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

12

 

30

2.

ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ง 3.1(2)

1. เทคโนโลยีสารสนเทศ มีบทบาทสำคัญและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ ในด้านต่างๆ

12

30

 

 

3.

การจัดการสารสนเทศ

ง 3.1(3)

1. การจัดการสารสนเทศจากการสร้างงานโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศ ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ในงานด้านต่างๆ ให้ตรงกับชีวิตประจำวันและความต้องการ

16

40

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงสร้างหน่วยการเรียนรู้

รายวิชา  ง 21206 เทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน 

สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่   1  ภาคเรียนที่ 1     เวลา   40  ชั่วโมง 

หน่วยที่

ชื่อหน่วย

การเรียนรู้

สาระการเรียนรู้

เวลา

จำนวนแผน

1

คอมพิวเตอร์น่ารู้  –   หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
 –    องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์-    บทบาทของคอมพิวเตอร์

–    ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

16

 

1

 

 

2

ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ –    ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ-     ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศทางบวก
–     ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศทางลบ

12

1

3

การจัดการสารสนเทศ –              ข้อมูลและการประมวลผลข้อมูลเป็นสารสนเทศ
–  สารสนเทศและการจัดการสารสนเทศ
–   ระดับสารสนเทศ

12

1

 

 

รวม

40

3

  

ผังมโนทัศน์

รายวิชา  ง 21206 เทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน 

สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่   1  ภาคเรียนที่ 1     เวลา   40  ชั่วโมง

หน่วยที่ 2

ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ

มฐ.ง 3.1,(2)

หน่วยที่ 3

การจัดการสารสนเทศ

มฐ.ง 3.1 (3)

 

21206

เทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน

มฐ.ง 3.1 (1),(2),(3)

ผังมโนทัศน์

สาระการเรียนรู้พื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ

ช่วงชั้นที่ 4

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6

หน่วยที่ 1

คอมพิวเตอร์น่ารู้

มฐ.ง 3.1 (1)

 

สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

หน่วยที่  1

คอมพิวเตอร์น่ารู้

 

สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

ตัวชี้วัดที่ 1

ตอนที่ 1หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
ตอนที่ 2
บทบาทของคอมพิวเตอร์
ตอนที่ 3
      ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

ตอนที่ 1หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
 พัฒนาการคอมพิวเตอร์

       คอมพิวเตอร์ (อังกฤษ: computer) หรือในภาษาไทยว่า คณิตกรณ์ คือ เครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีความสามารถในการคำนวณอัตโนมัติตามคำสั่ง ส่วนที่ใช้ประมวลผลเรียกว่าหน่วยประมวลผล ชุดของคำสั่งที่ระบุขั้นตอนการคำนวณเรียกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นอาจเป็นได้ทั้ง ตัวเลข ข้อความ รูปภาพ เสียง หรืออยู่ในรูปอื่น ๆ อีกมากมาย
       พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีในช่วง  100 ปีที่ผ่านมาได้เป็นไปอย่างรวดเร็วเห็นได้จากการที่มีคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณ  50  ปีที่แล้ว  ต่อมามีระบบสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่เกิดขึ้นมากมาย  เทคโนโลยีไมโครคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาในช่วง  20  ปีเศษนี้เอง  และมีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  ทุกๆ ปี จะมีผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ใหม่ออกจำหน่ายจำนวนมาก

       หากจะแบ่งการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์  จากอดีตสู่ปัจจุบัน  สามารถแบ่งเป็นยุคก่อนการใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์  และยุคที่เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์

  เครื่องคำนวณในยุคประวัติศาสตร์

       เครื่องคำนวณที่รู้จักกันดีและใช้กันมาตั้งแต่ในยุคประวัติศาสตร์ คือ ลูกคิด  จากหลักฐาน ประวัติศาสตร์พบว่า  ลูกคิดเป็นเครื่องคำนวณที่ใช้กันในหมู่ชาวจีนมากว่า  7,000  ปี  และใช้กันในอียิปต์โบราณมากว่า 2,500 ปี ลูกคิดของชาวจีนประกอบด้วยลูกปัดร้อยอยู่ในราวเป็นแถวตามแนวตั้ง  โดยแต่ละแถวแบ่งเป็นครึ่งบนและครึ่งล่าง  ครึ่งบนมีลูกปัด  2 ลูก  ครึ่งล่างมีลูกปัด  5 ลูก แต่ละแถวแทนหลักของตัวเลข

       ความต้องการเครื่องคำนวณมีมาทุกยุคทุกสมัย  โดยเฉพาะในราวประมาณคริสต์ศักราช  ที่  8 ถึง  15 เป็นช่วงที่มนุษย์มีความสนใจในเรื่องปรากฏการณ์ของโลกและดวงดาว  จึงมีผู้พยายามสร้างเครื่องช่วยคำนวณในรูปแบบไม้บรรทัดคำนวณเพื่อช่วยการคำนวณตำแหน่งของดวงดาว  จากหลักฐานซากเรือที่ขุดพบซึ่งจมอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่งในประเทศกรีซ  ได้ค้นพบเครื่องคำนวณที่ทำจากเฟืองมีอายุราวประมาณ  1800 ปี  เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณตำแหน่งของดาวเพื่อใช้ในการเดินเรือ

       เครื่องคำนวณกลไกที่รู้จักกันดี  และจัดว่าเป็นเครื่องคำนวณที่ใช้ในการคำนวณตัวเลขที่แท้จริงคือ  เครื่องคำนวณของปาสคาล  เครื่องคำนวณของปาสคาลเป็นเครื่องที่บวกและลบด้วยกลไกเฟืองที่ขบต่อกัน  เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวเนื่องกัน  เบลส์  ปาสคาล (Blaise  Pascal)  นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส  ได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณนี้ในปี  พ.ศ . 2185  ปัจจุบันมีผู้ผลิตตามโครงร่างของปาสคาล  โดยใช้วัสดุพลาสติก  และวางขายตามศูนย์การค้า  เครื่องคำนวณของปาสคาลจึงเป็นเครื่องคำนวณกลไกที่รู้จักแพร่หลายเป็นอย่างดี  ต่อมาในปี  พ.ศ.  2237  กอดฟริด  ฟอนไลบ์นิช  (Gottfried  von  Leibniz)  ชาวเยอรมัน  ได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณที่มีขีดความสามารถในการคูณและการหารได้

       จากรากฐานความรู้ในเรื่องเครื่องคำนวณกลไกที่ปาสคาล  และไลบ์นิช  ได้วางไว้ทำให้มีผู้พัฒนาเครื่องคำนวณต่อเนื่องกันมา  และมีความก้าวหน้าเป็นลำดับ  ในช่วงประมาณปี พ.ศ.  2240-2343  อุตสาหกรรมทอผ้าได้เจริญก้าวหน้า  ทำให้มีความพยายามในการผลิตเครื่องทอผ้าอัตโนมัติด้วยกลไก  มีการใช้บัตรเจาะรูเพื่อช่วยให้เครื่องจักรทำงานตามโปรแกรมที่วางไว้

       บุคคลอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญมากต่อการผลิตเครื่องจักรช่วยคำนวณในยุคกลไก  คือ  ชาร์ลส์  แบบเบจ (Charles  Babbage)   ชาวอังกฤษ  ในปี พ.ศ. 2343  เขาประสบผลสำเร็จในการสร้างเครื่องชวยคำนวณที่เรียกว่า ดิฟเฟอเรนซ์เอนจิน(difference  engine)  ต่อมาในปี พ.ศ. 2354  เขาเริ่มต้นโครงงานในการพัฒนาเครื่องคำนวณแบบใหม่ที่เรียกว่าแอนาไลติคอลเอนจิน  (analytical  engine)  ที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ คือมีหน่วยความจำ  หน่วยคำนวณ  และวิธีการที่จะให้เครื่องทำงานตามคำสั่งจนได้ผลลัพธ์ออกมา  เขาต้องใช้เวลาและทุ่มแรงงานจำนวนมากในการประดิษฐ์  แต่เนื่องจากเครื่องแอนาไลติคอลเอนจินต้องใช้กลไกจำนวนมากและต้องใช้ชิ้นส่วนที่มีความละเอียดสูง  ซึ่งเทคโนโลยีในขณะนั้นไม่สามารถรองรับการผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นได้  ทำให้เครื่องที่เขาผลิตขึ้นมานั้นไม่สามารถใช้งานได้

       ต่อมาในปี  พ.ศ. 2439  ฮอลเลอริช ได้จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเพื่อผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรช่วยในการคำนวณ  โดยใช้ชื่อบริษัท  คอมพิวติง  เทบบูลาติง  เรดคอสดิง หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2467  ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นบริษัทไอบีเอ็ม (International  Business  Machine :IBM) บริษัทไอบีเอ็มนี้มีบทบาทสำคัญในการผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆของโลก

       ในปี พ.ศ. 2487  บริษัทไอบีเอ็มได้สร้างเครื่องคำนวณที่สามารถคำนวณจำนวนที่มีค่าต่างๆได้  โดยหัวหน้าโครงการคือ  ศาสตราจารย์โฮวาร์ด  ไอเกน (Howard  Aiken) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และให้ชื่อเครื่องคำนวณนี้ว่า มาร์กวัน (Mark  I)

เครื่องคอมพิวเตอร์ยุคสุญญากาศ( .. 2488-2501)

ในปี พ.ศ. 2486  วิศวกรสองคนคือ  จอห์น  มอชลี (John  Mouchly)  และ เจ  เพรสเปอร์ 
เอ็ดเคริร์ท (j.Presoer
  Eckert)  ได้เริ่มพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ และจัดไดว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกของโลก  มีชื่อว่า  อินิแอค(Electronic  Numerical  Integrator  And Calclator: ENIAC) โดยเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศ  และใช้งานที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย  ในระยะเวลาใกล้เคียงกันก็มีการสร้างคอมพิวเตอร์และเครื่องคำนวณที่ใช้หลอดสุญญากาศขึ้นอีกหลายรุ่น เช่น IBM 603 ,IBM 604 และ IBM SSEC  แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไอบีเอ็มสร้างในยุคหลอดสุญญากาศยุคแรกนี้ยังเน้นในเรื่องคำนวณ

   ในปี พ.ศ. 2488 จอห์น  วอน นอยแมน (John Von Neumann)  ได้สนใจเครื่องอินิแอค และได้เสนอแนวคิดในการสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยความจำ  เพื่อใช้เก็บข้อมูลและโปรแกรมการทำงานหรือชุดคำสั่งของคอมพิวเตอร์  คอมพิวเตอร์จะทำงานโดยการเรียกชุดคำสั่งที่เก็บไว้ในหน่วยความจำมาทำงาน  หลักการนี้เป็นหลักการที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

   หลอดสุญญากาศเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดใหญ่ และต้องใช้กระแสไฟฟ้ามาก  เพื่อเผาไส้หลอดให้เกิดประจุอิเล็กตรอนวิ่งผ่านแผ่นตาราง (grid)  การทำงานของหลอดสุญญากาศใช้วิธีการควบคุมการไหลของกระแสอิเล็กตรอนที่วิ่งผ่านแผ่นตาราง

   คอมพิวเตอร์ในยุคหลอดสุญญากาศได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ  มีการพัฒนาหน่วยความจำถาวรที่เก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก  ระยะแรกใช้วิธีการเก็บข้อมูลในบัตรเจาะรู  แต่ทำงานช้า  จนในที่สุดก็มีการใช้หน่วยเก็บข้อมูลในรูปจานแม่เหล็ก  วงแหวนแม่เหล็ก  วิธีการที่ใช้เก็บข้อมูลในวงแหวนแม่เหล็กใช้มาจนถึงประมาณปี   พ.ศ. 2513  นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาวิธีการเก็บข้อมูลในดรัมแม่เหล็ก และเทปแม่เหล็กอีกด้วย

 คอมพิวเตอร์ยุคทรานซิสเตอร์(.. 2500-2507)

นักวิทยาศาสตร์ของห้องปฏิบัติการวิจัยเบล (Bell  Laboratories)  แห่งสหรัฐอเมริกา  ได้ประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์ได้สำเร็จ  ทรานซิสเตอร์มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการสร้างคอมพิวเตอร์  เพราะทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็ก  ใช้กระแสไฟฟ้าน้อย  มีความคงทนและเชื่อถือได้สูงกว่า  และที่สำคัญคือสามารถผลิตได้ในราคาที่ถูกกว่าหลอดสุญญากาศ  ดังนั้นคอมพิวเตอร์ในยุคต่อมาจึงใช้ทรานซิสเตอร์  และทำให้สิ้นสุดคอมพิวเตอร์ยุคสุญญากาศในเวลาต่อมา

   เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์รุ่นแรกๆ ของบริษัทไอบีเอ็ม  เช่น  IBM 1401  เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง  มีขีดความสามารถในเชิงการทำงานได้ดีขึ้น

 การเริ่มต้นใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ยุคทรานซิสเตอร์นี้ทำให้มีการผลิตคอมพิวเตอร์และใช้งานแพร่หลายกว่ายุคหลอดสุญญากาศมาก  องค์การและหน่วยงานทั้งในภาครัฐบาลและเอกชนได้นำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งาน  และในปี  พ.ศ. 2507  บริษัทไอบีเอ็มได้พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเมนเฟรม(main  frame)  และถือได้ว่าเป็นรากฐานการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคต่อมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับในประเทศไทยก็มีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้เข้ามาใช้เช่นกันในปี พ.ศ. 2507 โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำเข้ามาใช้ในการศึกษา  ในระยะเวลาเดียวกันสำนักงานสถิติแห่งชาติก็นำมาเพื่อใช้ในการคำนวณสำมโนประชากร  นับเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่ใช้ในประเทศไทย  คอมพิวเตอร์ยุคทรานซิสเตอร์นี้  หน่วยเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาไปมากจนทำให้ระบบการเก็บข้อมูลในจานแม่เหล็กมีความจุได้สูงขึ้นมาก

คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เช่น องค์การนาซาของสหรัฐอเมริกา  ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการคำนวณและควบคุมยานอวกาศต่างๆ ในยุคแรก  และมีการพัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

คอมพิวเตอร์ยุควงจรรวม (..2508-2512)

ประมาณปี พ.ศ. 2508  ได้มีการพัฒนาวิธีการสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนมากลงแผ่นซิลิกอนขนาดเล็ก และเกิดวงจรรวมบนแผ่นซิลิกอนที่เรียกว่า ไอซี

บริษัทไอบีเอ็มเริ่มใช้ไอซีกับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกคือ  ซิสเต็ม/370  โมเดล 145 (system/370 model  145 )  และผลิตออกขาย   พัฒนาการของไดซีทำให้คอมพิวเตอร์มีความซับซ้อนสูงขึ้น  มีวงจรการทำงานที่ทำการคำนวณจำนวนเต็มได้เป็นหลายล้านครั้งต่อวินาที  นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาหน่วยความจำที่ใช้ไอซีทำให้มีความจุมากขึ้นในยุคต้นสามารถผลิตไอซีหน่วยความจำที่มีความจุหลายกิโลบิตต่อชิพ(chip)  และเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ  ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาการทางด้านอุปกรณ์เก็บข้อมูลมาเป็นฮาร์ดดิสก์(hard  disk) โดยนำแผ่นบันทึกหลายๆแผ่นวางซ้อนกัน  มีหัวอ่านหลายหัว  ฮาร์ดดิสก์ในเครื่องคอมพิวเตอร์จึงเป็นอุปกรณ์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้คอมพิวเตอร์มีความจุในการเก็บข้อมูลได้มากและรวดเร็ว

ด้วยการใช้ไอซีเป็นส่วนประกอบ  ทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง  ราคาถูกลงจึงมีบริษัทที่ผลิตคอมพิวเตอร์มากขึ้น  คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กลงเรียกว่ามินิคอมพิวเตอร์(mini  computer)  จึงขายดีในยุคนั้น  อุตสาหกรรมการผลิตคอมพิวเตอร์ในสหรัฐอเมริกาขยายตัว  ทำให้มีบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นหลายราย

คอมพิวเตอร์ยุค  วีแอลเอสไอ  (..2513-2532)

เทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังคงก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง  มีการสร้างเป็นวงจรที่มีขนาดใหญ่มารวมในแผ่นซิลิกอนขนาดเล็ก  เรียกว่า  วงจรวีแอลเอสไอ (Very Large  Scale Integrated  circuit : VLSI)  เป็นวงจรรวมที่สามารถนำทรานซิสเตอร์จำนวนล้านตัวมารวมกันอยู่ในแผ่นซิลิกอนขนาดเล็ก  และผลิตเป็นหน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนเรียกว่าไมโครโพรเซสเซอร์(microprocessor)

การใช้วีแอลเอสไอเป็นวงจรภายในเครื่องคอมพิวเตอร์  ทำให้สามารถผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น  เรียกว่า  ไมโครคอมพิวเตอร์(microcomputer)  ไมโครคอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่แพร่หลายและมีผู้ใช้งานกันทั่วโลก

การที่คอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถสูง  เพราะวีแอลเอสไอเพียงชิพเดียวสามารถสร้างเป็นหน่วยประมวลผลของเครื่องทั้งระบบหรือเป็นหน่วยความจำที่มีความจุสูงหรือเป็นอุปกรณ์การควบคุมการทำงานต่างๆ ขณะเดียวกันพัฒนาการของฮาร์ดดิสก์ก็ทำให้ฮาร์ดดิสก์มีขนาดเล็กลงและมีความจุเพิ่มขึ้นแต่มีราคาถูกลง  เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์จึงมีขนาดได้ตั้งแต่อยู่ในอุ้งมือที่เรียกว่า   ปาล์มทอป (plam  top)  ขนาดโน้ตบุ๊ก (note book)  และคอมพิวเตอร์ขนาดตั้งโต๊ะ (desk  top) 

ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้ง่าย  และมีซอฟต์แวร์ในการใช้งานจำนวนมาก  เช่น  ซอฟต์แวร์ประมวลคำ  ซอฟต์แวร์ตารางทำงานและซอฟต์แวร์กราฟิก

คอมพิวเตอร์ยุคเครือข่าย(..2533-ปัจจุบัน)

วงจรวีแอลเอสไอได้รับการพัฒนาให้มีความหนาแน่นของจำนวนทรานซิสเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันสามารถผลิตจำนวนทรานซิสเตอร์ลงในแผ่นซิลิกอนขนาดเล็กได้มากกว่าสิบล้านตัว  ทำให้วงจรหน่วยประมวลผลกลางมีขีดความสามารถมากขึ้น     

เมื่อไมโครคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถสูงขึ้น  ทำงานได้เร็ว  การแสดงผลและการจัดการข้อมูลก็ทำได้มาก  สามารถประมวลผลและแสดงผลได้ครั้งละมากๆจึงทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้หลายงานพร้อมกัน (multitasking) ดังจะเห็นได้จากโปรแกรมจัดประเภทวินโดวส์ในปัจจุบันที่คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ขณะเดียวกันก็มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในองค์การ  มีการทำงานเป็นกลุ่ม(work  group)  โดยใช้เครือข่ายท้องถิ่นที่เรียกว่าแลน (Local  Area  Network :  LAN)  เมื่อเชื่อมการทำงานหลายๆ  กลุ่มขององค์การเข้าด้วยกันเกิดเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์การ  เรียกว่า  อินทราเน็ต  (intranet) และหากนำเครือข่ายขององค์การเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายสากลที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก  ก็เรียกว่าอินเทอร์เน็ต (internet)

คอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันจึงเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงต่อถึงกัน  ทำงานร่วมกันส่งเอกสารข้อความระหว่างกันได้  สามารถประมวลผลรูปภาพ  เสียง  และวีดิทัศน์ ไมโครคอมพิวเตอร์ในยุคนี้จึงทำงานกับสื่อหลายชนิดที่เรียกว่าสื่อประสม (multimedia)

คอมพิวเตอร์ในอนาคต  

พัฒนาการทางซีพูยูคงไปไกลมากเชื่อกันว่าคอมพิวเตอร์ยุคนี้มีขีดความสามารถเชิงคำนวณกว่าแสน MIPS การทำงานของคอมพิวเตอร์ จะเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายโทรศัพท์ ทำให้ระบบทุกอย่างวิ่งมาทางสายเคเบิลโทรศัพท์ เช่น วิดีโอโฟน วิดีโอทีวี หรือแม้แต่เรื่องการติดต่อ สื่อสาร แบบมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เครือข่ายวิดีโอจะแพร่หลายมาก อุปกรณ์ทุกอย่างเชื่อมโยงในระดับวิดีโอ ข้อมูลรูปภาพสามารถเรียกผ่านกันได้เต็มที่ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะเป็นเครือข่ายความเร็วสูง และเชื่อมเคเบิลเข้าบ้านทุกหลัง เกิดเครือข่ายที่เรียกว่า homenetหมายถึงอุปกรณ์ในบ้านหลายอย่างเชื่อมโยงกันทำงานบนเครือข่าย
          เป็นยุคหุ่นยนต์ ที่จะพบเห็นทั้งในบ้าน ที่ทำงาน ในโรงงาน การทำงานของหุ่นยนต์ทำงานได้มาก มีระบบการตรวจสอบต่าง ๆ มีเรดาร์ โซฟ่า การมองเห็น การเคลื่อนไหว การตรวจสอบเคลื่อนไหวเครือข่ายการตอบสนองเชื่อมโยงผ่านระบบวิทยุ

 

 

องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

       คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศ  คอมพิวเตอร์มีจุดเด่นคือ  ทำงานได้รวดเร็ว  สามารถคิดคำนวณตัวเลขจำนวนมากได้รวดเร็วและแม่นยำ  การคิดคำนวณและจัดการข้อมูลจึงทำได้มาก  และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  คอมพิวเตอร์ยังจัดเก็บข้อมูลไว้สำหรับประมวลผลได้มาก  เมื่อจัดเก็บแล้วสามารถเรียกค้น  หรือคัดแยกได้เร็ว  สามารถดำเนินการต่างๆตามโปรแกรมที่วางไว้
        ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราเห็นๆ กันอยู่นี้เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ถ้าต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่เราต้องการนั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบพื้นฐาน 3
ประการมาทำงานประสานงานร่วมกัน ซึ่งองค์ประกอบพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ประกอบไปด้วย
       1.
ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์
         2.
ซอฟต์แวร์ (Software)
หรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์
         3.
พีเพิลแวร์(Peopleware) หรือ บุคลากรคอมพิวเตอร์

1.ฮาร์ดแวร์ (hardware)

            คอมพิวเตอร์ทำงานตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรม  ตามหลักที่นอยแมนเสนอและใช้กันมาจนถึงปัจจุบันคือคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยความจำสำหรับการเก็บโปรแกรมและข้อมูล  การทำงานของคอมพิวเตอร์ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆเรียกรวมกันว่า ฮาร์ดแวร์ (hardware)

หน่วยความจำรอง

 

 

 

หน่วยรับเข้า

หน่วยความจำหลัก

หน่วยประมวลผล

หน่วยส่งออก

                                                                                           

                                             

  

 

 

 

 

                     ส่วนประกอบพื้นฐานของคอมพิวเตอร์

       การทำงานของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วยสำคัญ 5 หน่วย คือ 
    
หน่วยประมวลผล
   ทำหน้าที่ในการคิดคำนวณหรือประมวลผลข้อมูล  โดยทำตามโปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก 
     
หน่วยความจำหลัก
    ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่หน่วยประมวลผลสามารถอ่านเขียนได้รวดเร็วมาก  ดังนั้นจึงนำโปรแกรมและข้อมูลมาเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลักนี้เพื่อให้หน่วยประมวลผลนำมาตีความและกระทำตามได้อย่างรวดเร็ว 
     
หน่วยความจำรอง
   มีไว้สำหรับเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมที่มีจำนวนมาก  และหากจะใช้งานก็มีการถ่ายจากหน่วยความจำรองมายังหน่วยความจำหลัก 
     
หน่วยรับข้อมูล
   ทำหน้าที่รับข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ในหน่วยความจำแล้วนำมาประมวลผล 
     
หน่วยส่งออก   เป็นหน่วยที่นำข้อมูลที่ได้รับการประมวลผลแล้วมาแสดงผล

   หน่วยประมวลผล

       หน่วยประมวลผลมีชื่ออีกอย่างว่า  ซีพียู (Central Processing Unit:  CPU)  เป็นหัวใจของคอมพิวเตอร์  ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามาก  จนถึงขั้นการผลิตวงจรหน่วยประมวลผลทั้งวงจรไว้ในชิพเดียวได้  ชิพหน่วยประมวลผลกลางนี้มีชื่อเรียกว่า  ไมโครโพรเซสเซอร์

หน่วยประมวลผลกลางแบ่งออกเป็น 2 หน่วยคือ    
            1.
หน่วยควบคุมทำหน้าที่ในการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องระหว่างประมวลผล 
            2,
หน่วยคำนวณและตรรกะทำหน้าที่นำข้อมูลซึ่งเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าแบบตัวเลขฐานสอง  มาประมวลผลทางคณิตศาสตร์และตรรกะ 
            การทำงานนี้ทำงานตามคำสั่งในโปรแกรม  ซีพียูจะอ่านคำสั่งจากหน่วยความจำทีละคำสั่งมาตีความหมายและกระทำตาม  การกระทำดังกล่าวจะกระทำอย่างรวดเร็วมาก  หน่วยประมวลผลสามารถอ่านคำสั่งมาตีความหมายและกระทำตามได้หลายล้านคำต่อวินาที  ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วนี้เองทำให้หน่วยประมวลผลสามารถทำการประมวลผลจำนวนมากและรวดเร็ว

       พัฒนาการของหน่วยประมวลผลได้เริ่มจากการใช้หน่วยประมวลผลอ่านข้อมูลจากหน่วยความจำด้วยรหัสเลขฐานสอง  ครั้งละ  8 บิต  เรียกซีพียูแบบนี้ว่าซีพียูขนาด  8 บิต  ต่อมาเมื่อสร้างหน่วยประมวลผล  ได้ดีขึ้นทำให้อ่านคำสั่งหรือข้อมูลเข้ามาได้ครั้งละ  16 บิต  การประมวลผลก็ทำได้ครั้งละ 16 บิตด้วย  เรียกซีพียูแบบนี้ว่าซีพียูขนาด  16  บิต  ปัจจุบันซีพียูที่ใช้งานสามารถอ่านคำสั่ง  หรือข้อมูลได้ถึงครั้งละ  64  บิต  ทำให้ทำงานได้มากและรวดเร็วขึ้น

       กลไกการทำงานของซีพียูมีจังหวะการทำงานที่แน่นอน  เช่น  อ่านข้อมูลจากหน่วยความจำมาตีความหมายคำสั่งในซีพียู  ดำเนินการตามที่คำสั่งนั้นบอกให้กระทำ  การกระทำเหล่านี้เป็นจังหวะที่แน่นอน  การกำหนดความเร็วของจังหวะใช้สัญญาณนาฬิกาที่มีความเร็วสูงมาก  ซีพียูรุ่นใหม่ๆสามารถใช้สัญญาณนาฬิกาได้สูงกว่า  100 เมกะเฮริตซ์

       1.)  ไมโครโพรเซสเซอร์  8086   เริ่มพัฒนาและนำออกมาใช้งานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นซีพียูขนาด  16  บิต  อย่างไรก็ดีบริษัทผู้ผลิตได้ผลิตซีพียูรุ่น  8088  ในเวลาต่อมา  และกลายเป็นซีพียูของไมโครคอมพิวเตอร์  ซีพียูร่นนี้มีโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมต่อกับหน่วยความจำหลักโดยตรงได้มากถึง  1 เมกะไบต์ (megabyte)  1 เมกะไบต์  เท่ากับ  1024 กิโลไบต์  (kilobyte :  kb)  1 กิโลไบต์ เท่ากับ   1024  ไบต์ (byte)  และ  1 ไบต์เท่ากับ 8 บิต

       2.)  ไมโครโพรเซสเซอร์  80286    เป็นพัฒนาการรุ่นต่อมาของ  8086  นำออกจำหน่ายในปี  พ.ศ. 2526  ต่อมากลายเป็นซีพียูของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์  รุ่นเอที   ขีดความสามารถของ  80286  ยังคงเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด  16  บิต  แต่สามารถเชื่อมต่อกับหน่วยความจำหลักได้โดยตรงถึง  8 เมกะไบต์

       3.) ไมโครโพรเซสเซอร์  80386  เป็นซีพียูที่สามที่ใช้ในไมโครคอมพิวเตอร์  ซีพียูรุ่นนี้เป็นซีพียูขนาด  32  บิต  มีประสิทธิภาพการทำงานได้ดีกว่า  80286  มากโดยเฉพาะโครงการสร้างการเชื่อมต่อกับหน่วยความจำสามารถต่อได้ถึง  4 จิกะไบต์ (gigabyte) ( 1จิกะไบต์ = 1024  เมกะไบต์) ไมโครโพรเซสเซอร์นี้ยังพัฒนาออกจำหน่ายในปี  พ.ศ. 2529

       4.)  ไมโครโพรเซสเซอร์  80486   พัฒนาต่อเนื่องมาจาก  80386  เริ่มผลิตออกจำหน่ายในปี  พ.ศ. 2533  ซีพียูตัวนี้ยังคงเป็นซีพียูแบบ  80386  แต่เพิ่มขีดความสามารถในการคำนวณจำนวนจริง  และเพิ่มหน่วยความจำภายในให้สูงขึ้น  ไมโครโพรเซสเซอร์นี้มีสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนขึ้นมีจำนวนทรานซิสเตอร์กว่าหนึ่งล้านตัวในชิพเดียวกัน

       5.)  ไมโครโพรเซสเซอร์เพนเทียม  บริษัทผู้ผลิตได้เปลี่ยนชื่อรุ่นซีพียูจากการใช้หมายเลขมาเป็นชื่อคือ  เพนเทียม (Pentuim)  เพนเทียม เป็นซีพียูที่มีจำนวนทรานซิสเตอร์มากกว่าสามล้านตัวเป็นซีพียูขนาด  64  บิต  ทำงานได้เร็วกว่า  80486  โดยเฉพาะมีการทำงานภายในด้วยขบวนการทำงานแบบขนานเพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น  เพนเทียม เป็นซีพียูที่ผลิตออกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2535 ต่อมาในปี  2538  มีการผลิตซีพียูรุ่นเพนเทียม โปร  และในปี  2540  มีการผลิตซีพียูเพนเทียม ทู

       พัฒนาการของหน่วยประมวลผลก้าวหน้าตลอดเวลา  มีผู้ผลิตหน่วยประมวลผลจากหลายบริษัท  แต่ละบริษัทได้พัฒนาขีดความสามารถที่แตกต่างกัน  ในอนาคตหน่วยประมวลผลจะได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถสูงขึ้นอีกมาก

หน่วยความจำหลัก

       หน่วยความจำหลัก  มีหน้าที่ในการเก็บข้อมูลและโปรแกรมที่จะให้ซีพียูเรียกไปใช้งานได้หน่วยความจำหลักเป็นอุปกรณ์ที่ทำมาจากไอซีเช่นเดียวกัน  วงจรหน่วยความจำเก็บข้อมูลจะเก็บรวมกันเป็นกลุ่ม  เช่น  8 บิต รวมกันเป็น  1 ไบต์  หน่วยความจำจะมีที่เก็บได้เป็นจำนวนมาก  เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์  มีหน่วยความจำหลัก 8 เมกะไบต์  หมายถึงสามารถเก็บข้อมูลหรือคำสั่งได้  8 x  1024 x 1024  ไบต์นั้นเอง (ประมาณ  2000 หน้ากระดาษ)

       การเก็บข้อมูลในหน่วยความจำเก็บโดยกำหนดตำแหน่งที่อยู่ข้อมูล ( address )  ซีพียูจะเขียนหรืออ่านข้อมูลในหน่วยความจำต้องอ้างตำแหน่งที่อยู่  โดยปกติซีพียูจะ อ้างอิงข้อมูลที่ตำแหน่งที่อยู่ใดๆ ได้ทันที  การอ้างตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลแบบนี้เรียกว่า การเข้าถึงข้อมูลโดยสุ่ม (random  access) 

       หน่วยความจำหลักที่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์แบ่งได้เป็น

       แรม (Random Access Memory: RAM) เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลสำหรับใช้งานทั่วไป  การอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลใดๆ  เพื่อการเขียนและอ่านจะกระทำแบบการเข้าถึงโดยสุ่มคือเรียกไปที่ตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลใดก็ได้  หน่วยความจำนี้เรียกว่า แรม  หน่วยความจำประเภทนี้จะเก็บข้อมูลไว้ตราบเท่าที่มีไฟฟ้าจ่ายให้วงจร  หากไฟฟ้าดับเมื่อไรข้อมูลก็จะสูญหายทันที

       รอม (Read  Only  Memory  : ROM) เป็นหน่วยความจำอีกประเภทหนึ่งที่มีการอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลแบบเข้าถึงโดยสุ่ม  หน่วยความจำประเภทนี้มีไว้เพื่อบรรจุโปรแกรมที่สำคัญบางอย่าง  เพื่อว่าเปิดเครื่องมา  ซีพียูเริ่มต้นทำงานได้ทันที  ข้อมูลหรือโปรแกรมทีเก็บไว้ในรอมจะถูกบันทึกมาก่อนแล้ว  ผู้ใช้ไม่สามารถเขียนข้อมูลใดๆ ลงไปได้แต่สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างเดียว  ข้อมูลหรือโปรแกรมที่อยู่ในรอมนี้จะอยู่อย่างถาวร  แม้จะปิดเครื่องข้อมูลหรือโปรแกรมก็จะไม่ถูกลบไป

       ในไมโครคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องอาจมีขนาดของหน่วยความจำหลักได้แตกต่างกันตามแต่ความต้องการ  ปัจจุบันเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำที่มีความจุมากขึ้น  เพื่อให้สามารถบรรจุโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่ได้

หน่วยความจำรอง

       แรมเป็นหน่วยความจำหลักส่วนที่ใช้งานไม่สามารถเก็บโปรแกรมหรือข้อมูลไว้นานได้เพราะเมื่อปิดเครื่องหรือไฟฟ้าดับ  ข้อมูลที่เก็บอยู่ในแรมจะหายไป  ดังนั้นจึงต้องมีหน่วยความจำสำรองเพื่อใช้เก็บข้อมูลที่ต้องการใช้งานต่อ  และหากต้องการใช้งานเมื่อไรก็จะถ่ายจากหน่วยความจำรองมาไว้ที่หน่วยความจำหลักที่เป็นแรมเพื่อให้หน่วยประมวลผลทำงาน  หน่วยความจำรองที่ใช้กันในระบบคอมพิวเตอร์มีหลายประเภท

         แผ่นบันทึก  (floppy  disk หรือ diskette ) ไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มีหน่วยขับแผ่นบันทึกอย่างน้อยหนึ่งตัว  แผ่นบันทึกที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีขนาด  3.5  นิ้ว ตัวแผ่นบันทึกเป็นแผ่นบางฉาบผิวด้วยสารแม่เหล็กอยู่ในกรอบพลาสติกแข็ง  เพื่อป้องกันการขีดข่วน

       การเก็บข้อมูลจะทำโดยบันทึกลงไปที่ผิวของแผ่น  ปกติใช้ได้ทั้งสองด้าน  หัวอ่านของเครื่องขับจึงมีสองหัว  แผ่นจะหมุนด้วยความเร็วคงที่  หัวอ่านวิ่งเข้าออกเพื่ออ่านข้อมูลในตำแหน่งที่อยู่ที่ต้องการ  ผิวที่ใช้เก็บข้อมูลจะแบ่งเป็นวงเรียกว่า  แทร็ก (track )  แต่ละแทร็กจะแบ่งเป็นช่องเก็บข้อมูลเรียกว่า  เซกเตอร์  (sector ) แผ่นบันทึกขนาด 3.5 นิ้ว มีความจุ 1.44  เมกะไบต์  ในอดีตมีการใช้แผ่นบันทึกขนาด  5. 25  นิ้ว  ซึ่งมีความจุ  1.2 เมกะไบต์

          ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk ) จะประกอบด้วยแผ่นบันทึกแบบแข็งที่เคลือบสารแม่เหล็กหลายแผ่นเรียงซ้อนกัน  หัวอ่านของหน่วยขับจะมีหลายหัว  ในขณะที่แผ่นบันทึกแต่ละแผ่นหมุน หัวอ่านจะเคลื่อนที่เข้าออกเพื่ออ่านข้อมูลที่เก็บบนพื้นผิวแผ่น  การเก็บข้อมูลในแต่ละแผ่นจะเป็นวง  เรียกแต่ละวงของทุกแผ่นบันทึกว่าไซลินเดอร์ (cylinder ) แต่ละไซลินเดอร์จะแบ่งเป็นเซกเตอร์  แต่ละเซกเตอร์เก็บข้อมูลเป็นชุดๆ

       ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีความจุสูงมาก  ขนาดของฮาร์ดดิสก์มีความจุเป็นเมกะไบต์  เช่น  ฮาร์ดดิสก์ความจุ  850  เมกะไบต์  หรือ  1.2  จิกะไบต์  การเขียนอ่านข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์จะกระทำเป็นเซกเตอร์  และเขียนอ่านได้เร็วมาก  เวลาที่ใช้ในการวัดการเข้าถึงข้อมูลมีหน่วยเป็นมิลลิวินาที

         เทปแม่เหล็ก  เป็นอุปกรณ์ที่มีการใช้กันมานานแล้ว  ลักษณะของเทปเป็นแถบสายพลาสติก  เคลือบด้วยสารแม่เหล็ก  เหมือนเทปเสียง  เทปแม่เหล็กใช้สำหรับเก็บข้อมูลจำนวนมาก  มีการจัดเก็บและเรียกค้นข้อมูลแบบเป็นลำดับ  การประยุกต์เน้นใช้สำหรับสำรองข้อมูลเพื่อความมั่นใจ  เช่น  ฮาร์ดดิสก์เสียหาย  ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์อาจสูญหายได้  จึงจำเป็นต้องเก็บสำรองไว้ในอดีตใช้เทปม้วนใหญ่  แต่ปัจจุบันการผลิตเทปทำได้ดีมากขึ้น  ตลับเทปที่ใช้กับคอมพิวเตอร์จึงมีขนาดเล็กลงมาก  เรียกเทปพวกนี้ว่า  เทปคาร์ทริดจ์ (cartridge  tape ) เทปแม่เหล็กมีความจุต่อม้วนสูงมาก  จึงนิยมใช้สำหรับสำรองข้อมูลจำนวนมาก  การสำรองข้อมูลโดยทั่วไปมักจะกำหนดตามสภาพการใช้งานเป็นระยะเวลา  เช่นสำรองข้อมูลทุกสัปดาห์  หรือสัปดาห์หนึ่งสำรองข้อมูลครั้งหนึ่ง  การสำรองข้อมูลแต่ละครั้งอาจใช้เวลาหลายสิบนาที

         แผ่นซีดี( Compact disk)  วิวัฒนาการของการใช้หน่วยความจำสำรองได้ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ  ปัจจุบันได้มีการประดิษฐ์แผ่นซีดี  (Compact  Disk : CD) ในการเก็บข้อมูลจำนวนมาก  การเก็บข้อมูลบนแผ่นซีดีใช้หลักการทางแสง  ทำให้สามารถเก็บข้อมูลแบบดิจิตอลได้  แผ่นซีดีที่นิยมใช้มากเป็นแผ่นซีดีที่อ่านได้อย่างเดียว  จึงเรียกกันว่า ซีดีรอม (CD ROM) ข้อมูลที่บันทึกจะถูกบันทึกมาจากโรงงานผู้ผลิตเหมือนกับการบันทึกเพลงหรือภาพยนตร์ ข้อเด่นของแผ่นซีดีคือ  ราคาถูก  จุข้อมูลได้มาก  สามารถเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมได้มากกว่า  600  เมกะไบต์ต่อแผ่น  แผ่นซีดีรอมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ  5 นิ้ว

       ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางแสงก้าวหน้าขึ้น  สามารถเขียนข้อมูลบนแผ่นซีดีได้เหมือนฮาร์ดดิสก์ เรียกว่า  ออปติคัลดิสก์ (optical  disk)
Memory Stick is a type of
flash memory developed by Sony.                เมมโมรีสติก ( Memory Stick )เป็นประเภทของ หน่วยความจำแฟลช ที่พัฒนาโดยโซนี่ It is used to store data for digital cameras, camcorders, and other kinds of electronics. มันถูกใช้เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับกล้องดิจิตอลกล้องวิดีโอและชนิดอื่น ๆ ของอิเล็กทรอนิคส์ Because Memory Stick is a proprietary Sony product, it is used by nearly all of Sony’s products that use flash media.  รุ่นความเร็วสูงของ Memory Stick สื่อสนับสนุนอัตราการถ่ายโอนข้อมูลสูงสุดถึง 80Mbps หรือ 10 วินาที MB / ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วพอบันทึกวิดีโอดิจิตอลที่มีคุณภาพสูง
Memory Stick cards are available in two versions: Memory Stick PRO and Memory Stick PRO Duo.  .

USB Flash Drive USB แฟลชไดรฟ์ 

   ประกอบด้วย หน่วยความจำแฟลช อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล รวมกับ USB (Universal Serial Bus) 

 ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์เดียวกันที่ ฟลอปปี้ดิสก์ หรือ ซีดีรอม โดยมีขนาดเล็ก, เร็วกว่า, มีความจุมากขึ้นนับพันเท่าและมีมากขึ้นคงทนและเชื่อถือได้  

แฟลชไดรฟ์ขนาดเล็กประกอบด้วย แผงวงจรพิมพ์ ตามบัญชีองค์ประกอบวงจรและเชื่อมต่อ USB, ฉนวนไฟฟ้าและป้องกันภายในพลาสติกโลหะหรือกรณียางที่สามารถดำเนินการได้ในกระเป๋าหรือพวงกุญแจ ขั้วต่อ USB อาจมีการป้องกันโดยฝาครอบที่ถอดออกได้ แฟลชไดรฟ์ส่วนใหญ่จะใช้มาตรฐาน ชนิดการเชื่อมต่อ USB ให้เสียบลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในพอร์ต แต่ ไดรฟ์สำหรับอินเตอร์เฟซอื่น ๆ ยังมีอยู่

 

  USB แฟลชไดรฟ์ดึงพลังงานจากคอมพิวเตอร์ผ่านการเชื่อมต่อ USB ภายนอก   อุปกรณ์บางชนิดรวมการทำงานของ เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล ที่มีการใช้ USB แฟลชไดรฟ์ต้องการแบตเตอรี่เฉพาะเมื่อใช้ในการเล่น

http://en.wikipedia.org/wiki/USB_flash_drive

 

หน่วยรับเข้า

จากรูปแบบการทำงานของคอมพิวเตอร์  หน่วยรับเข้าเป็นอุปกรณ์ที่นำข้อมูลหรือโปรแกรมเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจำ  และใช้ประมวลผล  อุปกรณ์รับข้อมูลมีหลายประเภท

   1 แผงแป้นอักขระ  เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลโดยรับข้อมูลจากการกดบนแผงแป้นอักขระ (keyboard ) แล้วส่งรหัสให้กับคอมพิวเตอร์  แผงแป้นอักขระมาตรฐานที่นิยมใช้กันมากขณะนี้มีจำนวนแป้น  101 แป้น  ถึงแม้จะมีจำนวนแป้นมากแล้ว  แต่การป้อนข้อมูลก็ยังมีตัวยกแคร่ (shift) สำหลับใช้ควบคู่กับตัวอักษรอื่น  เช่น กดแป้น shift เพื่อเลือกตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กหรือตัวใหญ่  แผงแป้นอักขระที่ใช้ในประเทศไทยสามารถใช้พิมพ์ตัวอักษรภาษาไทยได้  การที่รับข้อมูลภาษาไทยได้เนื่องจากมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ทำงานภาษาไทยได้ด้วย

 2  เมาส์ แทร็กบอล  และก้านควบคุม  การพัฒนาการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะเน้นให้ผู้ใช้งานได้ง่าย  จึงมีการพัฒนาอุปกรณ์รับเข้าที่เหมาะสมกับโปรแกรมใหม่ๆ  คือ เมาส์ (mouse ) แทร็กบอล (trackball) และก้านควบคุม (joystick ) สามารถเลื่อนตัวชี้ไปบนจอแล้วเลือกสิ่งที่ต้องการได้

   1) เมาส์ เป็นอุปกรณ์รับเข้าอย่างหนึ่ง  มีลักษณะเป็นปุ่มกดครอบอยู่กับลูกกลมที่เมื่อลากไปกับพื้นแล้ว  จะมีการส่งสัญญาณตามแนวแกน  x และแกน  y  เข้าสู่คอมพิวเตอร์

   2)  แทร็กบอล  คือลูกกลมที่กลิ้งไปมาระหว่างเบ้า   ผู้ใช้สามารถบังคับลูกกลมให้หมุนไปมาเพื่อควบคุมการทำงานของตัวชี้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์  ปัจจุบันมีการสร้างแทร็กบอลไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก  เพราะสะดวกต่อการใช้ และใช้พื้นที่น้อย

   3)  ก้านควบคุม  ประกอบด้วย  ก้านโยก  ซึ่งโยกได้หลายทิศทาง  ขณะที่โยกก้านไปมาตำแหน่งของตัวชี้จะเปลี่ยนไปด้วย  ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ก้านควบคุมมักเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันมากในการเล่นเกม

 3  เครื่องอ่านรหัสแท่ง  เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่ใช้สำหรับอ่านรหัสแท่ง (bar code) ซึ่งเป็นแถบเส้นที่ประกอบด้วยเส้นขนาดแตกต่างกันใช้แทนรหัสข้อมูลต่างๆ การอ่านใช้แสงส่องแถบเส้นทำให้เกิดการสะท้อนเพื่อรับรหัสเข้ามาตีความหมาย  ปัจจุบันนิยมใช้ในห้างสรรพสินค้าสินค้าทุกชนิดจะติดรหัสแท่งไว้  ผู้ขายใช้เครื่องอ่านเพื่อจะได้รับทราบว่าเป็นรหัสของสินค้าใด  ราคาเท่าใด  และสามารถออกใบเสร็จรับเงินให้ได้อย่างอัตโนมัติ

 4 เครื่องอ่านตัวเลข  ที่พบเห็นได้บ่อยครั้งคือ  เครื่องอ่านตัวเลขที่พิมพ์อยู่บนตั๋วสัญญาใช้เงิน  ตัวเลขเหล่านี้มีลักษณะพิเศษที่ทำให้เครื่องอ่านได้  เนื่องจากแต่ละวันธนาคารต้องรับและออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นจำนวนมาก  จึงมีการใช้เครื่องอ่านตัวเลขช่วยในการอ่านอุปกรณ์รับเข้ายังมีอีกหลายชนิด  ตามพัฒนาการทางเทคโนโลยี  ทั้งนี้เพื่อให้การรับข้อมูลเข้าระบบทำได้สะดวก  แม่นยำ  และสามารถนำไปใช้งานได้ดี  ดังตัวอย่างเช่น  พนักงานการไฟฟ้าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดมือถือ  บันทึกข้อมูลการใช้ไฟที่อ่านจากมิเตอร์ตามบ้าน  การตรวจข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ใช้เครื่องอ่านข้อมูลคำตอบนักเรียน  แล้วตรวจให้คะแนนอย่างอัตโนมัติ  การลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยก็ใช้ระบบฝนดินสอลงบนกระดาษตามช่องที่กำหนด  เพื่อให้เครื่องอ่านได้ และนำไปประมวลผลต่อไป

   หน่วยส่งออก

       หน่วยส่งออกเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นอย่างหนึ่ง  อุปกรณ์ส่งออกที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ที่นิยมทั่วไปคือ  จอภาพ (monitor )  และเครื่องพิมพ์ (printer) อุปกรณ์ส่งออกของคอมพิวเตอร์ยังมีอีกมาก

        1 จอภาพ  มีลักษณะเป็นจอภาพเหมือนกับจอโทรทัศน์ทั่วไปเรียกว่า  ซีอาร์ที  (cathode Ray Tube : CRT )  การส่งออกของข้อมูลจะปรากฏบนจอภาพ  ซึ่งแสดงได้ทั้งตัวอักษร  ตัวเลข  เครื่องหมายพิเศษ  และยังสามารถแสดงรูปภาพได้ด้วย

       การแสดงผลบนจอภาพจะแสดงด้วยจุดเล็กๆ ตามแนวนอนและแนวตั้ง  แต่เดิมจอภาพแสดงผลได้เพียงสีเดียว  พัฒนาการต่อมาทำให้เกิดแสดงผลเป็นสีหลายสีได้  นอกจากนี้ยังมีความละเอียดมากขึ้น เช่น  จอภาพที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน   แสดงผลในภาวะกราฟิกได้อย่างน้อยในแนวนอน  640 จุด และแสดงสีได้อย่างน้อย  16 สี  ถึง 256  สี  สำหรับการแสดงผลเป็นตัวอักษรในภาวะปกติสามารถแสดงผลได้  25 บรรทัดละ  80  ตัวอักษร

       ขนาดของจอภาพจะวัดความยาวตามเส้นทแยงมุม  จอภาพโดยทั่วไปจะมีขนาด  14  นิ้ว  หรือ  17 นิ้ว  การแสดงผลของจอภาพควบคุมโดยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์

        2  เครื่องพิมพ์  เครื่องพิมพ์ที่ใช้กับระบบคอมพิวเตอร์มีหลายประเภทตามเทคโนโลยีการพิมพ์  เครื่องพิมพ์เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่พิมพ์ลงบนกระดาษ เครื่องพิมพ์ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์มีดังนี้

       1) เครื่องพิมพ์แบบจุด  (dot matrix  printer ) เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีหัวยิงเป็นเข็มขนาดเล็ก พุ่งไปชนแผ่นหมึก เพื่อให้หมึกติดบนกระดาษเป็นจุดเล็กๆ หลายๆจุดเรียงต่อกันเป็นตัวหนังสือหรือรูปภาพ  หัวเข็มที่ใช้ยิงไปยังผ้าหมึกมีจำนวนหลายหัว  โดยปกติใช้ขนาด 24 หัวเข็ม ซึ่งจัดวางเรียงกันในแนวตั้ง  ทำให้ได้ตัวหนังสือที่ละเอียดพอควร

       2)  เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (laser  printer  )  เป็นเครื่องพิมพ์ที่ให้ความชัดและความละเอียดสูง การพิมพ์จะใช้หลักการทางแสง  ปกติมีความละเอียดไม่น้อยกว่า 600 จุดต่อนิ้ว  เครื่องพิมพ์เลเซอร์จึงเป็นเครื่องพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพ  พัฒนาการทางเทคโนโลยีทำให้เครื่องพิมพ์ชนิดนี้ได้รับความนิยมสูงขึ้น  เพราะเมื่อเทียบประสิทธิภาพต่อราคาแล้วเครื่องพิมพ์ชนิดนี้เหมาะที่จะใช้ในสำนักงาน  แต่จุดด้อยอยู่ที่ไม่สามารถพิมพ์สำเนากระดาษคาร์บอนได้ 

3) เครื่องพิมพ์รายบรรทัด (Line printer) เครื่องพิมพ์ชนิดนี้มีความเร็วในการพิมพ์สูงมากสามารถพิมพ์ได้หลายร้อยบรรทัดต่อวินาที  ขนาดความเร็วของรุ่นที่พิมพ์สูงมาก  มีความเร็วในการพิมพ์ได้ถึง  2000

บรรทัดต่อนาที  ลักษณะการพิมพ์มีหลายแบบ  บางแบบใช้พิมพ์ด้วยแถบโซ่ตัวอักษรที่หมุนอยู่  และมีคันเคาะตัวอักษรในตำแหน่งที่กำหนด  บางแบบใช้หัวยิงแบบจุด  แต่มีจำนวนหัวยิงเป็นจำนวนมากเพื่อให้พิมพ์ได้เร็ว  เครื่องพิมพ์ชนิดนี้จึงเหมาะกับศูนย์คอมพิวเตอร์ที่ต้องการพิมพ์รายงานเป็นจำนวนมาก และพิมพ์อย่างต่อเนื่อง

หน่วยที่  1

 

คอมพิวเตอร์น่ารู้

 

 

 

สาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

 

ตัวชี้วัดที่ 1

 

ตอนที่ 1หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
ตอนที่ 2
บทบาทของคอมพิวเตอร์
ตอนที่ 3
      ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

ตอนที่ 1หลักการทำงานของคอมพิวเตอร์
 พัฒนาการคอมพิวเตอร์

 

       คอมพิวเตอร์ (อังกฤษ: computer) หรือในภาษาไทยว่า คณิตกรณ์ คือ เครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่มีความสามารถในการคำนวณอัตโนมัติตามคำสั่ง ส่วนที่ใช้ประมวลผลเรียกว่าหน่วยประมวลผล ชุดของคำสั่งที่ระบุขั้นตอนการคำนวณเรียกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นอาจเป็นได้ทั้ง ตัวเลข ข้อความ รูปภาพ เสียง หรืออยู่ในรูปอื่น ๆ อีกมากมาย
       พัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีในช่วง  100 ปีที่ผ่านมาได้เป็นไปอย่างรวดเร็วเห็นได้จากการที่มีคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณ  50  ปีที่แล้ว  ต่อมามีระบบสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่เกิดขึ้นมากมาย  เทคโนโลยีไมโครคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาในช่วง  20  ปีเศษนี้เอง  และมีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว  ทุกๆ ปี จะมีผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ใหม่ออกจำหน่ายจำนวนมาก

 

       หากจะแบ่งการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์  จากอดีตสู่ปัจจุบัน  สามารถแบ่งเป็นยุคก่อนการใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์  และยุคที่เครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์

 

  เครื่องคำนวณในยุคประวัติศาสตร์

 

       เครื่องคำนวณที่รู้จักกันดีและใช้กันมาตั้งแต่ในยุคประวัติศาสตร์ คือ ลูกคิด  จากหลักฐาน ประวัติศาสตร์พบว่า  ลูกคิดเป็นเครื่องคำนวณที่ใช้กันในหมู่ชาวจีนมากว่า  7,000  ปี  และใช้กันในอียิปต์โบราณมากว่า 2,500 ปี ลูกคิดของชาวจีนประกอบด้วยลูกปัดร้อยอยู่ในราวเป็นแถวตามแนวตั้ง  โดยแต่ละแถวแบ่งเป็นครึ่งบนและครึ่งล่าง  ครึ่งบนมีลูกปัด  2 ลูก  ครึ่งล่างมีลูกปัด  5 ลูก แต่ละแถวแทนหลักของตัวเลข

 

       ความต้องการเครื่องคำนวณมีมาทุกยุคทุกสมัย  โดยเฉพาะในราวประมาณคริสต์ศักราช  ที่  8 ถึง  15 เป็นช่วงที่มนุษย์มีความสนใจในเรื่องปรากฏการณ์ของโลกและดวงดาว  จึงมีผู้พยายามสร้างเครื่องช่วยคำนวณในรูปแบบไม้บรรทัดคำนวณเพื่อช่วยการคำนวณตำแหน่งของดวงดาว  จากหลักฐานซากเรือที่ขุดพบซึ่งจมอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่งในประเทศกรีซ  ได้ค้นพบเครื่องคำนวณที่ทำจากเฟืองมีอายุราวประมาณ  1800 ปี  เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการคำนวณตำแหน่งของดาวเพื่อใช้ในการเดินเรือ

 

       เครื่องคำนวณกลไกที่รู้จักกันดี  และจัดว่าเป็นเครื่องคำนวณที่ใช้ในการคำนวณตัวเลขที่แท้จริงคือ  เครื่องคำนวณของปาสคาล  เครื่องคำนวณของปาสคาลเป็นเครื่องที่บวกและลบด้วยกลไกเฟืองที่ขบต่อกัน  เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวเกี่ยวเนื่องกัน  เบลส์  ปาสคาล (Blaise  Pascal)  นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส  ได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณนี้ในปี  พ.ศ . 2185  ปัจจุบันมีผู้ผลิตตามโครงร่างของปาสคาล  โดยใช้วัสดุพลาสติก  และวางขายตามศูนย์การค้า  เครื่องคำนวณของปาสคาลจึงเป็นเครื่องคำนวณกลไกที่รู้จักแพร่หลายเป็นอย่างดี  ต่อมาในปี  พ.ศ.  2237  กอดฟริด  ฟอนไลบ์นิช  (Gottfried  von  Leibniz)  ชาวเยอรมัน  ได้ประดิษฐ์เครื่องคำนวณที่มีขีดความสามารถในการคูณและการหารได้

 

       จากรากฐานความรู้ในเรื่องเครื่องคำนวณกลไกที่ปาสคาล  และไลบ์นิช  ได้วางไว้ทำให้มีผู้พัฒนาเครื่องคำนวณต่อเนื่องกันมา  และมีความก้าวหน้าเป็นลำดับ  ในช่วงประมาณปี พ.ศ.  2240-2343  อุตสาหกรรมทอผ้าได้เจริญก้าวหน้า  ทำให้มีความพยายามในการผลิตเครื่องทอผ้าอัตโนมัติด้วยกลไก  มีการใช้บัตรเจาะรูเพื่อช่วยให้เครื่องจักรทำงานตามโปรแกรมที่วางไว้

 

       บุคคลอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญมากต่อการผลิตเครื่องจักรช่วยคำนวณในยุคกลไก  คือ  ชาร์ลส์  แบบเบจ (Charles  Babbage)   ชาวอังกฤษ  ในปี พ.ศ. 2343  เขาประสบผลสำเร็จในการสร้างเครื่องชวยคำนวณที่เรียกว่า ดิฟเฟอเรนซ์เอนจิน(difference  engine)  ต่อมาในปี พ.ศ. 2354  เขาเริ่มต้นโครงงานในการพัฒนาเครื่องคำนวณแบบใหม่ที่เรียกว่าแอนาไลติคอลเอนจิน  (analytical  engine)  ที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ คือมีหน่วยความจำ  หน่วยคำนวณ  และวิธีการที่จะให้เครื่องทำงานตามคำสั่งจนได้ผลลัพธ์ออกมา  เขาต้องใช้เวลาและทุ่มแรงงานจำนวนมากในการประดิษฐ์  แต่เนื่องจากเครื่องแอนาไลติคอลเอนจินต้องใช้กลไกจำนวนมากและต้องใช้ชิ้นส่วนที่มีความละเอียดสูง  ซึ่งเทคโนโลยีในขณะนั้นไม่สามารถรองรับการผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นได้  ทำให้เครื่องที่เขาผลิตขึ้นมานั้นไม่สามารถใช้งานได้

 

       ต่อมาในปี  พ.ศ. 2439  ฮอลเลอริช ได้จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเพื่อผลิตและจำหน่ายเครื่องจักรช่วยในการคำนวณ  โดยใช้ชื่อบริษัท  คอมพิวติง  เทบบูลาติง  เรดคอสดิง หลังจากนั้น ในปี พ.ศ. 2467  ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นบริษัทไอบีเอ็ม (International  Business  Machine :IBM) บริษัทไอบีเอ็มนี้มีบทบาทสำคัญในการผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆของโลก

 

       ในปี พ.ศ. 2487  บริษัทไอบีเอ็มได้สร้างเครื่องคำนวณที่สามารถคำนวณจำนวนที่มีค่าต่างๆได้  โดยหัวหน้าโครงการคือ  ศาสตราจารย์โฮวาร์ด  ไอเกน (Howard  Aiken) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และให้ชื่อเครื่องคำนวณนี้ว่า มาร์กวัน (Mark  I)

 

เครื่องคอมพิวเตอร์ยุคสุญญากาศ( .. 2488-2501)

 

ในปี พ.ศ. 2486  วิศวกรสองคนคือ  จอห์น  มอชลี (John  Mouchly)  และ เจ  เพรสเปอร์ 
เอ็ดเคริร์ท (j.Presoer
  Eckert)  ได้เริ่มพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ และจัดไดว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกของโลก  มีชื่อว่า  อินิแอค(Electronic  Numerical  Integrator  And Calclator: ENIAC) โดยเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้หลอดสุญญากาศ  และใช้งานที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย  ในระยะเวลาใกล้เคียงกันก็มีการสร้างคอมพิวเตอร์และเครื่องคำนวณที่ใช้หลอดสุญญากาศขึ้นอีกหลายรุ่น เช่น IBM 603 ,IBM 604 และ IBM SSEC  แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไอบีเอ็มสร้างในยุคหลอดสุญญากาศยุคแรกนี้ยังเน้นในเรื่องคำนวณ

 

   ในปี พ.ศ. 2488 จอห์น  วอน นอยแมน (John Von Neumann)  ได้สนใจเครื่องอินิแอค และได้เสนอแนวคิดในการสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยความจำ  เพื่อใช้เก็บข้อมูลและโปรแกรมการทำงานหรือชุดคำสั่งของคอมพิวเตอร์  คอมพิวเตอร์จะทำงานโดยการเรียกชุดคำสั่งที่เก็บไว้ในหน่วยความจำมาทำงาน  หลักการนี้เป็นหลักการที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน

 

   หลอดสุญญากาศเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดใหญ่ และต้องใช้กระแสไฟฟ้ามาก  เพื่อเผาไส้หลอดให้เกิดประจุอิเล็กตรอนวิ่งผ่านแผ่นตาราง (grid)  การทำงานของหลอดสุญญากาศใช้วิธีการควบคุมการไหลของกระแสอิเล็กตรอนที่วิ่งผ่านแผ่นตาราง

 

   คอมพิวเตอร์ในยุคหลอดสุญญากาศได้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ  มีการพัฒนาหน่วยความจำถาวรที่เก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก  ระยะแรกใช้วิธีการเก็บข้อมูลในบัตรเจาะรู  แต่ทำงานช้า  จนในที่สุดก็มีการใช้หน่วยเก็บข้อมูลในรูปจานแม่เหล็ก  วงแหวนแม่เหล็ก  วิธีการที่ใช้เก็บข้อมูลในวงแหวนแม่เหล็กใช้มาจนถึงประมาณปี   พ.ศ. 2513  นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาวิธีการเก็บข้อมูลในดรัมแม่เหล็ก และเทปแม่เหล็กอีกด้วย

 

 คอมพิวเตอร์ยุคทรานซิสเตอร์(.. 2500-2507)

 

นักวิทยาศาสตร์ของห้องปฏิบัติการวิจัยเบล (Bell  Laboratories)  แห่งสหรัฐอเมริกา  ได้ประดิษฐ์ทรานซิสเตอร์ได้สำเร็จ  ทรานซิสเตอร์มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการสร้างคอมพิวเตอร์  เพราะทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็ก  ใช้กระแสไฟฟ้าน้อย  มีความคงทนและเชื่อถือได้สูงกว่า  และที่สำคัญคือสามารถผลิตได้ในราคาที่ถูกกว่าหลอดสุญญากาศ  ดังนั้นคอมพิวเตอร์ในยุคต่อมาจึงใช้ทรานซิสเตอร์  และทำให้สิ้นสุดคอมพิวเตอร์ยุคสุญญากาศในเวลาต่อมา

 

   เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์รุ่นแรกๆ ของบริษัทไอบีเอ็ม  เช่น  IBM 1401  เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง  มีขีดความสามารถในเชิงการทำงานได้ดีขึ้น

 

 การเริ่มต้นใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ยุคทรานซิสเตอร์นี้ทำให้มีการผลิตคอมพิวเตอร์และใช้งานแพร่หลายกว่ายุคหลอดสุญญากาศมาก  องค์การและหน่วยงานทั้งในภาครัฐบาลและเอกชนได้นำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งาน  และในปี  พ.ศ. 2507  บริษัทไอบีเอ็มได้พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่าเมนเฟรม(main  frame)  และถือได้ว่าเป็นรากฐานการพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคต่อมาจนถึงปัจจุบัน

 

สำหรับในประเทศไทยก็มีการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนี้เข้ามาใช้เช่นกันในปี พ.ศ. 2507 โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำเข้ามาใช้ในการศึกษา  ในระยะเวลาเดียวกันสำนักงานสถิติแห่งชาติก็นำมาเพื่อใช้ในการคำนวณสำมโนประชากร  นับเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกที่ใช้ในประเทศไทย  คอมพิวเตอร์ยุคทรานซิสเตอร์นี้  หน่วยเก็บข้อมูลของคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาไปมากจนทำให้ระบบการเก็บข้อมูลในจานแม่เหล็กมีความจุได้สูงขึ้นมาก

 

คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เช่น องค์การนาซาของสหรัฐอเมริกา  ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการคำนวณและควบคุมยานอวกาศต่างๆ ในยุคแรก  และมีการพัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 

คอมพิวเตอร์ยุควงจรรวม (..2508-2512)

 

ประมาณปี พ.ศ. 2508  ได้มีการพัฒนาวิธีการสร้างทรานซิสเตอร์จำนวนมากลงแผ่นซิลิกอนขนาดเล็ก และเกิดวงจรรวมบนแผ่นซิลิกอนที่เรียกว่า ไอซี

 

บริษัทไอบีเอ็มเริ่มใช้ไอซีกับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกคือ  ซิสเต็ม/370  โมเดล 145 (system/370 model  145 )  และผลิตออกขาย   พัฒนาการของไดซีทำให้คอมพิวเตอร์มีความซับซ้อนสูงขึ้น  มีวงจรการทำงานที่ทำการคำนวณจำนวนเต็มได้เป็นหลายล้านครั้งต่อวินาที  นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาหน่วยความจำที่ใช้ไอซีทำให้มีความจุมากขึ้นในยุคต้นสามารถผลิตไอซีหน่วยความจำที่มีความจุหลายกิโลบิตต่อชิพ(chip)  และเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ  ขณะเดียวกันก็มีการพัฒนาการทางด้านอุปกรณ์เก็บข้อมูลมาเป็นฮาร์ดดิสก์(hard  disk) โดยนำแผ่นบันทึกหลายๆแผ่นวางซ้อนกัน  มีหัวอ่านหลายหัว  ฮาร์ดดิสก์ในเครื่องคอมพิวเตอร์จึงเป็นอุปกรณ์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้คอมพิวเตอร์มีความจุในการเก็บข้อมูลได้มากและรวดเร็ว

 

ด้วยการใช้ไอซีเป็นส่วนประกอบ  ทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลง  ราคาถูกลงจึงมีบริษัทที่ผลิตคอมพิวเตอร์มากขึ้น  คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กลงเรียกว่ามินิคอมพิวเตอร์(mini  computer)  จึงขายดีในยุคนั้น  อุตสาหกรรมการผลิตคอมพิวเตอร์ในสหรัฐอเมริกาขยายตัว  ทำให้มีบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นหลายราย

 

คอมพิวเตอร์ยุค  วีแอลเอสไอ  (..2513-2532)

 

เทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ยังคงก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง  มีการสร้างเป็นวงจรที่มีขนาดใหญ่มารวมในแผ่นซิลิกอนขนาดเล็ก  เรียกว่า  วงจรวีแอลเอสไอ (Very Large  Scale Integrated  circuit : VLSI)  เป็นวงจรรวมที่สามารถนำทรานซิสเตอร์จำนวนล้านตัวมารวมกันอยู่ในแผ่นซิลิกอนขนาดเล็ก  และผลิตเป็นหน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนเรียกว่าไมโครโพรเซสเซอร์(microprocessor)

 

การใช้วีแอลเอสไอเป็นวงจรภายในเครื่องคอมพิวเตอร์  ทำให้สามารถผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ขนาดเล็กแต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น  เรียกว่า  ไมโครคอมพิวเตอร์(microcomputer)  ไมโครคอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่แพร่หลายและมีผู้ใช้งานกันทั่วโลก

 

การที่คอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถสูง  เพราะวีแอลเอสไอเพียงชิพเดียวสามารถสร้างเป็นหน่วยประมวลผลของเครื่องทั้งระบบหรือเป็นหน่วยความจำที่มีความจุสูงหรือเป็นอุปกรณ์การควบคุมการทำงานต่างๆ ขณะเดียวกันพัฒนาการของฮาร์ดดิสก์ก็ทำให้ฮาร์ดดิสก์มีขนาดเล็กลงและมีความจุเพิ่มขึ้นแต่มีราคาถูกลง  เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์จึงมีขนาดได้ตั้งแต่อยู่ในอุ้งมือที่เรียกว่า   ปาล์มทอป (plam  top)  ขนาดโน้ตบุ๊ก (note book)  และคอมพิวเตอร์ขนาดตั้งโต๊ะ (desk  top) 

 

ไมโครคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานได้ง่าย  และมีซอฟต์แวร์ในการใช้งานจำนวนมาก  เช่น  ซอฟต์แวร์ประมวลคำ  ซอฟต์แวร์ตารางทำงานและซอฟต์แวร์กราฟิก

 

คอมพิวเตอร์ยุคเครือข่าย(..2533-ปัจจุบัน)

 

วงจรวีแอลเอสไอได้รับการพัฒนาให้มีความหนาแน่นของจำนวนทรานซิสเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆ จนในปัจจุบันสามารถผลิตจำนวนทรานซิสเตอร์ลงในแผ่นซิลิกอนขนาดเล็กได้มากกว่าสิบล้านตัว  ทำให้วงจรหน่วยประมวลผลกลางมีขีดความสามารถมากขึ้น     

 

เมื่อไมโครคอมพิวเตอร์มีขีดความสามารถสูงขึ้น  ทำงานได้เร็ว  การแสดงผลและการจัดการข้อมูลก็ทำได้มาก  สามารถประมวลผลและแสดงผลได้ครั้งละมากๆจึงทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้หลายงานพร้อมกัน (multitasking) ดังจะเห็นได้จากโปรแกรมจัดประเภทวินโดวส์ในปัจจุบันที่คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวทำงานหลายอย่างพร้อมกันได้ขณะเดียวกันก็มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในองค์การ  มีการทำงานเป็นกลุ่ม(work  group)  โดยใช้เครือข่ายท้องถิ่นที่เรียกว่าแลน (Local  Area  Network :  LAN)  เมื่อเชื่อมการทำงานหลายๆ  กลุ่มขององค์การเข้าด้วยกันเกิดเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์การ  เรียกว่า  อินทราเน็ต  (intranet) และหากนำเครือข่ายขององค์การเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายสากลที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก  ก็เรียกว่าอินเทอร์เน็ต (internet)

 

คอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันจึงเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงต่อถึงกัน  ทำงานร่วมกันส่งเอกสารข้อความระหว่างกันได้  สามารถประมวลผลรูปภาพ  เสียง  และวีดิทัศน์ ไมโครคอมพิวเตอร์ในยุคนี้จึงทำงานกับสื่อหลายชนิดที่เรียกว่าสื่อประสม (multimedia)

 

คอมพิวเตอร์ในอนาคต  

 

พัฒนาการทางซีพูยูคงไปไกลมากเชื่อกันว่าคอมพิวเตอร์ยุคนี้มีขีดความสามารถเชิงคำนวณกว่าแสน MIPS การทำงานของคอมพิวเตอร์ จะเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายโทรศัพท์ ทำให้ระบบทุกอย่างวิ่งมาทางสายเคเบิลโทรศัพท์ เช่น วิดีโอโฟน วิดีโอทีวี หรือแม้แต่เรื่องการติดต่อ สื่อสาร แบบมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เครือข่ายวิดีโอจะแพร่หลายมาก อุปกรณ์ทุกอย่างเชื่อมโยงในระดับวิดีโอ ข้อมูลรูปภาพสามารถเรียกผ่านกันได้เต็มที่ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จะเป็นเครือข่ายความเร็วสูง และเชื่อมเคเบิลเข้าบ้านทุกหลัง เกิดเครือข่ายที่เรียกว่า homenetหมายถึงอุปกรณ์ในบ้านหลายอย่างเชื่อมโยงกันทำงานบนเครือข่าย
          เป็นยุคหุ่นยนต์ ที่จะพบเห็นทั้งในบ้าน ที่ทำงาน ในโรงงาน การทำงานของหุ่นยนต์ทำงานได้มาก มีระบบการตรวจสอบต่าง ๆ มีเรดาร์ โซฟ่า การมองเห็น การเคลื่อนไหว การตรวจสอบเคลื่อนไหวเครือข่ายการตอบสนองเชื่อมโยงผ่านระบบวิทยุ

 

 

 

 

 

องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

 

       คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศ  คอมพิวเตอร์มีจุดเด่นคือ  ทำงานได้รวดเร็ว  สามารถคิดคำนวณตัวเลขจำนวนมากได้รวดเร็วและแม่นยำ  การคิดคำนวณและจัดการข้อมูลจึงทำได้มาก  และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  คอมพิวเตอร์ยังจัดเก็บข้อมูลไว้สำหรับประมวลผลได้มาก  เมื่อจัดเก็บแล้วสามารถเรียกค้น  หรือคัดแยกได้เร็ว  สามารถดำเนินการต่างๆตามโปรแกรมที่วางไว้
        ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราเห็นๆ กันอยู่นี้เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ถ้าต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่เราต้องการนั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบพื้นฐาน 3
ประการมาทำงานประสานงานร่วมกัน ซึ่งองค์ประกอบพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ประกอบไปด้วย
       1.
ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์
         2.
ซอฟต์แวร์ (Software)
หรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์
         3.
พีเพิลแวร์(Peopleware) หรือ บุคลากรคอมพิวเตอร์

 

1.ฮาร์ดแวร์ (hardware)

 

            คอมพิวเตอร์ทำงานตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรม  ตามหลักที่นอยแมนเสนอและใช้กันมาจนถึงปัจจุบันคือคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยความจำสำหรับการเก็บโปรแกรมและข้อมูล  การทำงานของคอมพิวเตอร์ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆเรียกรวมกันว่า ฮาร์ดแวร์ (hardware)

 

หน่วยความจำรอง

 

 

 

 

 

 

หน่วยรับเข้า

หน่วยความจำหลัก

หน่วยประมวลผล

หน่วยส่งออก

                                                                                           

 

                                             

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     ส่วนประกอบพื้นฐานของคอมพิวเตอร์

 

       การทำงานของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วยสำคัญ 5 หน่วย คือ 
    
หน่วยประมวลผล
   ทำหน้าที่ในการคิดคำนวณหรือประมวลผลข้อมูล  โดยทำตามโปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก 
     
หน่วยความจำหลัก
    ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่หน่วยประมวลผลสามารถอ่านเขียนได้รวดเร็วมาก  ดังนั้นจึงนำโปรแกรมและข้อมูลมาเก็บไว้ที่หน่วยความจำหลักนี้เพื่อให้หน่วยประมวลผลนำมาตีความและกระทำตามได้อย่างรวดเร็ว 
     
หน่วยความจำรอง
   มีไว้สำหรับเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมที่มีจำนวนมาก  และหากจะใช้งานก็มีการถ่ายจากหน่วยความจำรองมายังหน่วยความจำหลัก 
     
หน่วยรับข้อมูล
   ทำหน้าที่รับข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ในหน่วยความจำแล้วนำมาประมวลผล 
     
หน่วยส่งออก   เป็นหน่วยที่นำข้อมูลที่ได้รับการประมวลผลแล้วมาแสดงผล

 

   หน่วยประมวลผล

 

       หน่วยประมวลผลมีชื่ออีกอย่างว่า  ซีพียู (Central Processing Unit:  CPU)  เป็นหัวใจของคอมพิวเตอร์  ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามาก  จนถึงขั้นการผลิตวงจรหน่วยประมวลผลทั้งวงจรไว้ในชิพเดียวได้  ชิพหน่วยประมวลผลกลางนี้มีชื่อเรียกว่า  ไมโครโพรเซสเซอร์

 

หน่วยประมวลผลกลางแบ่งออกเป็น 2 หน่วยคือ    
            1.
หน่วยควบคุมทำหน้าที่ในการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องระหว่างประมวลผล 
            2,
หน่วยคำนวณและตรรกะทำหน้าที่นำข้อมูลซึ่งเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าแบบตัวเลขฐานสอง  มาประมวลผลทางคณิตศาสตร์และตรรกะ 
            การทำงานนี้ทำงานตามคำสั่งในโปรแกรม  ซีพียูจะอ่านคำสั่งจากหน่วยความจำทีละคำสั่งมาตีความหมายและกระทำตาม  การกระทำดังกล่าวจะกระทำอย่างรวดเร็วมาก  หน่วยประมวลผลสามารถอ่านคำสั่งมาตีความหมายและกระทำตามได้หลายล้านคำต่อวินาที  ด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วนี้เองทำให้หน่วยประมวลผลสามารถทำการประมวลผลจำนวนมากและรวดเร็ว

 

       พัฒนาการของหน่วยประมวลผลได้เริ่มจากการใช้หน่วยประมวลผลอ่านข้อมูลจากหน่วยความจำด้วยรหัสเลขฐานสอง  ครั้งละ  8 บิต  เรียกซีพียูแบบนี้ว่าซีพียูขนาด  8 บิต  ต่อมาเมื่อสร้างหน่วยประมวลผล  ได้ดีขึ้นทำให้อ่านคำสั่งหรือข้อมูลเข้ามาได้ครั้งละ  16 บิต  การประมวลผลก็ทำได้ครั้งละ 16 บิตด้วย  เรียกซีพียูแบบนี้ว่าซีพียูขนาด  16  บิต  ปัจจุบันซีพียูที่ใช้งานสามารถอ่านคำสั่ง  หรือข้อมูลได้ถึงครั้งละ  64  บิต  ทำให้ทำงานได้มากและรวดเร็วขึ้น

 

       กลไกการทำงานของซีพียูมีจังหวะการทำงานที่แน่นอน  เช่น  อ่านข้อมูลจากหน่วยความจำมาตีความหมายคำสั่งในซีพียู  ดำเนินการตามที่คำสั่งนั้นบอกให้กระทำ  การกระทำเหล่านี้เป็นจังหวะที่แน่นอน  การกำหนดความเร็วของจังหวะใช้สัญญาณนาฬิกาที่มีความเร็วสูงมาก  ซีพียูรุ่นใหม่ๆสามารถใช้สัญญาณนาฬิกาได้สูงกว่า  100 เมกะเฮริตซ์

 

       1.)  ไมโครโพรเซสเซอร์  8086   เริ่มพัฒนาและนำออกมาใช้งานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นซีพียูขนาด  16  บิต  อย่างไรก็ดีบริษัทผู้ผลิตได้ผลิตซีพียูรุ่น  8088  ในเวลาต่อมา  และกลายเป็นซีพียูของไมโครคอมพิวเตอร์  ซีพียูร่นนี้มีโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมต่อกับหน่วยความจำหลักโดยตรงได้มากถึง  1 เมกะไบต์ (megabyte)  1 เมกะไบต์  เท่ากับ  1024 กิโลไบต์  (kilobyte :  kb)  1 กิโลไบต์ เท่ากับ   1024  ไบต์ (byte)  และ  1 ไบต์เท่ากับ 8 บิต

 

       2.)  ไมโครโพรเซสเซอร์  80286    เป็นพัฒนาการรุ่นต่อมาของ  8086  นำออกจำหน่ายในปี  พ.ศ. 2526  ต่อมากลายเป็นซีพียูของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์  รุ่นเอที   ขีดความสามารถของ  80286  ยังคงเป็นไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด  16  บิต  แต่สามารถเชื่อมต่อกับหน่วยความจำหลักได้โดยตรงถึง  8 เมกะไบต์

 

       3.) ไมโครโพรเซสเซอร์  80386  เป็นซีพียูที่สามที่ใช้ในไมโครคอมพิวเตอร์  ซีพียูรุ่นนี้เป็นซีพียูขนาด  32  บิต  มีประสิทธิภาพการทำงานได้ดีกว่า  80286  มากโดยเฉพาะโครงการสร้างการเชื่อมต่อกับหน่วยความจำสามารถต่อได้ถึง  4 จิกะไบต์ (gigabyte) ( 1จิกะไบต์ = 1024  เมกะไบต์) ไมโครโพรเซสเซอร์นี้ยังพัฒนาออกจำหน่ายในปี  พ.ศ. 2529

 

       4.)  ไมโครโพรเซสเซอร์  80486   พัฒนาต่อเนื่องมาจาก  80386  เริ่มผลิตออกจำหน่ายในปี  พ.ศ. 2533  ซีพียูตัวนี้ยังคงเป็นซีพียูแบบ  80386  แต่เพิ่มขีดความสามารถในการคำนวณจำนวนจริง  และเพิ่มหน่วยความจำภายในให้สูงขึ้น  ไมโครโพรเซสเซอร์นี้มีสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อนขึ้นมีจำนวนทรานซิสเตอร์กว่าหนึ่งล้านตัวในชิพเดียวกัน

 

       5.)  ไมโครโพรเซสเซอร์เพนเทียม  บริษัทผู้ผลิตได้เปลี่ยนชื่อรุ่นซีพียูจากการใช้หมายเลขมาเป็นชื่อคือ  เพนเทียม (Pentuim)  เพนเทียม เป็นซีพียูที่มีจำนวนทรานซิสเตอร์มากกว่าสามล้านตัวเป็นซีพียูขนาด  64  บิต  ทำงานได้เร็วกว่า  80486  โดยเฉพาะมีการทำงานภายในด้วยขบวนการทำงานแบบขนานเพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น  เพนเทียม เป็นซีพียูที่ผลิตออกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2535 ต่อมาในปี  2538  มีการผลิตซีพียูรุ่นเพนเทียม โปร  และในปี  2540  มีการผลิตซีพียูเพนเทียม ทู

 

       พัฒนาการของหน่วยประมวลผลก้าวหน้าตลอดเวลา  มีผู้ผลิตหน่วยประมวลผลจากหลายบริษัท  แต่ละบริษัทได้พัฒนาขีดความสามารถที่แตกต่างกัน  ในอนาคตหน่วยประมวลผลจะได้รับการพัฒนาให้มีขีดความสามารถสูงขึ้นอีกมาก

 

หน่วยความจำหลัก

 

       หน่วยความจำหลัก  มีหน้าที่ในการเก็บข้อมูลและโปรแกรมที่จะให้ซีพียูเรียกไปใช้งานได้หน่วยความจำหลักเป็นอุปกรณ์ที่ทำมาจากไอซีเช่นเดียวกัน  วงจรหน่วยความจำเก็บข้อมูลจะเก็บรวมกันเป็นกลุ่ม  เช่น  8 บิต รวมกันเป็น  1 ไบต์  หน่วยความจำจะมีที่เก็บได้เป็นจำนวนมาก  เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์  มีหน่วยความจำหลัก 8 เมกะไบต์  หมายถึงสามารถเก็บข้อมูลหรือคำสั่งได้  8 x  1024 x 1024  ไบต์นั้นเอง (ประมาณ  2000 หน้ากระดาษ)

 

       การเก็บข้อมูลในหน่วยความจำเก็บโดยกำหนดตำแหน่งที่อยู่ข้อมูล ( address )  ซีพียูจะเขียนหรืออ่านข้อมูลในหน่วยความจำต้องอ้างตำแหน่งที่อยู่  โดยปกติซีพียูจะ อ้างอิงข้อมูลที่ตำแหน่งที่อยู่ใดๆ ได้ทันที  การอ้างตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลแบบนี้เรียกว่า การเข้าถึงข้อมูลโดยสุ่ม (random  access) 

 

       หน่วยความจำหลักที่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์แบ่งได้เป็น

 

       แรม (Random Access Memory: RAM) เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลสำหรับใช้งานทั่วไป  การอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลใดๆ  เพื่อการเขียนและอ่านจะกระทำแบบการเข้าถึงโดยสุ่มคือเรียกไปที่ตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลใดก็ได้  หน่วยความจำนี้เรียกว่า แรม  หน่วยความจำประเภทนี้จะเก็บข้อมูลไว้ตราบเท่าที่มีไฟฟ้าจ่ายให้วงจร  หากไฟฟ้าดับเมื่อไรข้อมูลก็จะสูญหายทันที

 

       รอม (Read  Only  Memory  : ROM) เป็นหน่วยความจำอีกประเภทหนึ่งที่มีการอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลแบบเข้าถึงโดยสุ่ม  หน่วยความจำประเภทนี้มีไว้เพื่อบรรจุโปรแกรมที่สำคัญบางอย่าง  เพื่อว่าเปิดเครื่องมา  ซีพียูเริ่มต้นทำงานได้ทันที  ข้อมูลหรือโปรแกรมทีเก็บไว้ในรอมจะถูกบันทึกมาก่อนแล้ว  ผู้ใช้ไม่สามารถเขียนข้อมูลใดๆ ลงไปได้แต่สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างเดียว  ข้อมูลหรือโปรแกรมที่อยู่ในรอมนี้จะอยู่อย่างถาวร  แม้จะปิดเครื่องข้อมูลหรือโปรแกรมก็จะไม่ถูกลบไป

 

       ในไมโครคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องอาจมีขนาดของหน่วยความจำหลักได้แตกต่างกันตามแต่ความต้องการ  ปัจจุบันเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำที่มีความจุมากขึ้น  เพื่อให้สามารถบรรจุโปรแกรมที่มีขนาดใหญ่ได้

 

หน่วยความจำรอง

 

       แรมเป็นหน่วยความจำหลักส่วนที่ใช้งานไม่สามารถเก็บโปรแกรมหรือข้อมูลไว้นานได้เพราะเมื่อปิดเครื่องหรือไฟฟ้าดับ  ข้อมูลที่เก็บอยู่ในแรมจะหายไป  ดังนั้นจึงต้องมีหน่วยความจำสำรองเพื่อใช้เก็บข้อมูลที่ต้องการใช้งานต่อ  และหากต้องการใช้งานเมื่อไรก็จะถ่ายจากหน่วยความจำรองมาไว้ที่หน่วยความจำหลักที่เป็นแรมเพื่อให้หน่วยประมวลผลทำงาน  หน่วยความจำรองที่ใช้กันในระบบคอมพิวเตอร์มีหลายประเภท

 

         แผ่นบันทึก  (floppy  disk หรือ diskette ) ไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มีหน่วยขับแผ่นบันทึกอย่างน้อยหนึ่งตัว  แผ่นบันทึกที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีขนาด  3.5  นิ้ว ตัวแผ่นบันทึกเป็นแผ่นบางฉาบผิวด้วยสารแม่เหล็กอยู่ในกรอบพลาสติกแข็ง  เพื่อป้องกันการขีดข่วน

 

       การเก็บข้อมูลจะทำโดยบันทึกลงไปที่ผิวของแผ่น  ปกติใช้ได้ทั้งสองด้าน  หัวอ่านของเครื่องขับจึงมีสองหัว  แผ่นจะหมุนด้วยความเร็วคงที่  หัวอ่านวิ่งเข้าออกเพื่ออ่านข้อมูลในตำแหน่งที่อยู่ที่ต้องการ  ผิวที่ใช้เก็บข้อมูลจะแบ่งเป็นวงเรียกว่า  แทร็ก (track )  แต่ละแทร็กจะแบ่งเป็นช่องเก็บข้อมูลเรียกว่า  เซกเตอร์  (sector ) แผ่นบันทึกขนาด 3.5 นิ้ว มีความจุ 1.44  เมกะไบต์  ในอดีตมีการใช้แผ่นบันทึกขนาด  5. 25  นิ้ว  ซึ่งมีความจุ  1.2 เมกะไบต์

 

          ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk ) จะประกอบด้วยแผ่นบันทึกแบบแข็งที่เคลือบสารแม่เหล็กหลายแผ่นเรียงซ้อนกัน  หัวอ่านของหน่วยขับจะมีหลายหัว  ในขณะที่แผ่นบันทึกแต่ละแผ่นหมุน หัวอ่านจะเคลื่อนที่เข้าออกเพื่ออ่านข้อมูลที่เก็บบนพื้นผิวแผ่น  การเก็บข้อมูลในแต่ละแผ่นจะเป็นวง  เรียกแต่ละวงของทุกแผ่นบันทึกว่าไซลินเดอร์ (cylinder ) แต่ละไซลินเดอร์จะแบ่งเป็นเซกเตอร์  แต่ละเซกเตอร์เก็บข้อมูลเป็นชุดๆ

 

       ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีความจุสูงมาก  ขนาดของฮาร์ดดิสก์มีความจุเป็นเมกะไบต์  เช่น  ฮาร์ดดิสก์ความจุ  850  เมกะไบต์  หรือ  1.2  จิกะไบต์  การเขียนอ่านข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์จะกระทำเป็นเซกเตอร์  และเขียนอ่านได้เร็วมาก  เวลาที่ใช้ในการวัดการเข้าถึงข้อมูลมีหน่วยเป็นมิลลิวินาที

 

         เทปแม่เหล็ก  เป็นอุปกรณ์ที่มีการใช้กันมานานแล้ว  ลักษณะของเทปเป็นแถบสายพลาสติก  เคลือบด้วยสารแม่เหล็ก  เหมือนเทปเสียง  เทปแม่เหล็กใช้สำหรับเก็บข้อมูลจำนวนมาก  มีการจัดเก็บและเรียกค้นข้อมูลแบบเป็นลำดับ  การประยุกต์เน้นใช้สำหรับสำรองข้อมูลเพื่อความมั่นใจ  เช่น  ฮาร์ดดิสก์เสียหาย  ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์อาจสูญหายได้  จึงจำเป็นต้องเก็บสำรองไว้ในอดีตใช้เทปม้วนใหญ่  แต่ปัจจุบันการผลิตเทปทำได้ดีมากขึ้น  ตลับเทปที่ใช้กับคอมพิวเตอร์จึงมีขนาดเล็กลงมาก  เรียกเทปพวกนี้ว่า  เทปคาร์ทริดจ์ (cartridge  tape ) เทปแม่เหล็กมีความจุต่อม้วนสูงมาก  จึงนิยมใช้สำหรับสำรองข้อมูลจำนวนมาก  การสำรองข้อมูลโดยทั่วไปมักจะกำหนดตามสภาพการใช้งานเป็นระยะเวลา  เช่นสำรองข้อมูลทุกสัปดาห์  หรือสัปดาห์หนึ่งสำรองข้อมูลครั้งหนึ่ง  การสำรองข้อมูลแต่ละครั้งอาจใช้เวลาหลายสิบนาที

 

         แผ่นซีดี( Compact disk)  วิวัฒนาการของการใช้หน่วยความจำสำรองได้ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ  ปัจจุบันได้มีการประดิษฐ์แผ่นซีดี  (Compact  Disk : CD) ในการเก็บข้อมูลจำนวนมาก  การเก็บข้อมูลบนแผ่นซีดีใช้หลักการทางแสง  ทำให้สามารถเก็บข้อมูลแบบดิจิตอลได้  แผ่นซีดีที่นิยมใช้มากเป็นแผ่นซีดีที่อ่านได้อย่างเดียว  จึงเรียกกันว่า ซีดีรอม (CD ROM) ข้อมูลที่บันทึกจะถูกบันทึกมาจากโรงงานผู้ผลิตเหมือนกับการบันทึกเพลงหรือภาพยนตร์ ข้อเด่นของแผ่นซีดีคือ  ราคาถูก  จุข้อมูลได้มาก  สามารถเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมได้มากกว่า  600  เมกะไบต์ต่อแผ่น  แผ่นซีดีรอมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ  5 นิ้ว

 

       ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางแสงก้าวหน้าขึ้น  สามารถเขียนข้อมูลบนแผ่นซีดีได้เหมือนฮาร์ดดิสก์ เรียกว่า  ออปติคัลดิสก์ (optical  disk)
Memory Stick is a type of
flash memory developed by Sony.                เมมโมรีสติก ( Memory Stick )เป็นประเภทของ หน่วยความจำแฟลช ที่พัฒนาโดยโซนี่ It is used to store data for digital cameras, camcorders, and other kinds of electronics. มันถูกใช้เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับกล้องดิจิตอลกล้องวิดีโอและชนิดอื่น ๆ ของอิเล็กทรอนิคส์ Because Memory Stick is a proprietary Sony product, it is used by nearly all of Sony’s products that use flash media.  รุ่นความเร็วสูงของ Memory Stick สื่อสนับสนุนอัตราการถ่ายโอนข้อมูลสูงสุดถึง 80Mbps หรือ 10 วินาที MB / ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วพอบันทึกวิดีโอดิจิตอลที่มีคุณภาพสูง
Memory Stick cards are available in two versions: Memory Stick PRO and Memory Stick PRO Duo.  .

 

USB Flash Drive USB แฟลชไดรฟ์ 

 

   ประกอบด้วย หน่วยความจำแฟลช อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล รวมกับ USB (Universal Serial Bus) 

 

 ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์เดียวกันที่ ฟลอปปี้ดิสก์ หรือ ซีดีรอม โดยมีขนาดเล็ก, เร็วกว่า, มีความจุมากขึ้นนับพันเท่าและมีมากขึ้นคงทนและเชื่อถือได้  

 

แฟลชไดรฟ์ขนาดเล็กประกอบด้วย แผงวงจรพิมพ์ ตามบัญชีองค์ประกอบวงจรและเชื่อมต่อ USB, ฉนวนไฟฟ้าและป้องกันภายในพลาสติกโลหะหรือกรณียางที่สามารถดำเนินการได้ในกระเป๋าหรือพวงกุญแจ ขั้วต่อ USB อาจมีการป้องกันโดยฝาครอบที่ถอดออกได้ แฟลชไดรฟ์ส่วนใหญ่จะใช้มาตรฐาน ชนิดการเชื่อมต่อ USB ให้เสียบลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในพอร์ต แต่ ไดรฟ์สำหรับอินเตอร์เฟซอื่น ๆ ยังมีอยู่

 

 

 

  USB แฟลชไดรฟ์ดึงพลังงานจากคอมพิวเตอร์ผ่านการเชื่อมต่อ USB ภายนอก   อุปกรณ์บางชนิดรวมการทำงานของ เครื่องเล่นเพลงดิจิตอล ที่มีการใช้ USB แฟลชไดรฟ์ต้องการแบตเตอรี่เฉพาะเมื่อใช้ในการเล่น

 

http://en.wikipedia.org/wiki/USB_flash_drive

 

 

 

หน่วยรับเข้า

 

จากรูปแบบการทำงานของคอมพิวเตอร์  หน่วยรับเข้าเป็นอุปกรณ์ที่นำข้อมูลหรือโปรแกรมเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจำ  และใช้ประมวลผล  อุปกรณ์รับข้อมูลมีหลายประเภท

 

   1 แผงแป้นอักขระ  เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลโดยรับข้อมูลจากการกดบนแผงแป้นอักขระ (keyboard ) แล้วส่งรหัสให้กับคอมพิวเตอร์  แผงแป้นอักขระมาตรฐานที่นิยมใช้กันมากขณะนี้มีจำนวนแป้น  101 แป้น  ถึงแม้จะมีจำนวนแป้นมากแล้ว  แต่การป้อนข้อมูลก็ยังมีตัวยกแคร่ (shift) สำหลับใช้ควบคู่กับตัวอักษรอื่น  เช่น กดแป้น shift เพื่อเลือกตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเล็กหรือตัวใหญ่  แผงแป้นอักขระที่ใช้ในประเทศไทยสามารถใช้พิมพ์ตัวอักษรภาษาไทยได้  การที่รับข้อมูลภาษาไทยได้เนื่องจากมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ทำงานภาษาไทยได้ด้วย

 

 2  เมาส์ แทร็กบอล  และก้านควบคุม  การพัฒนาการโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะเน้นให้ผู้ใช้งานได้ง่าย  จึงมีการพัฒนาอุปกรณ์รับเข้าที่เหมาะสมกับโปรแกรมใหม่ๆ  คือ เมาส์ (mouse ) แทร็กบอล (trackball) และก้านควบคุม (joystick ) สามารถเลื่อนตัวชี้ไปบนจอแล้วเลือกสิ่งที่ต้องการได้

 

   1) เมาส์ เป็นอุปกรณ์รับเข้าอย่างหนึ่ง  มีลักษณะเป็นปุ่มกดครอบอยู่กับลูกกลมที่เมื่อลากไปกับพื้นแล้ว  จะมีการส่งสัญญาณตามแนวแกน  x และแกน  y  เข้าสู่คอมพิวเตอร์

 

   2)  แทร็กบอล  คือลูกกลมที่กลิ้งไปมาระหว่างเบ้า   ผู้ใช้สามารถบังคับลูกกลมให้หมุนไปมาเพื่อควบคุมการทำงานของตัวชี้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์  ปัจจุบันมีการสร้างแทร็กบอลไว้กับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบโน้ตบุ๊ก  เพราะสะดวกต่อการใช้ และใช้พื้นที่น้อย

 

   3)  ก้านควบคุม  ประกอบด้วย  ก้านโยก  ซึ่งโยกได้หลายทิศทาง  ขณะที่โยกก้านไปมาตำแหน่งของตัวชี้จะเปลี่ยนไปด้วย  ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ก้านควบคุมมักเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันมากในการเล่นเกม

 

 3  เครื่องอ่านรหัสแท่ง  เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่ใช้สำหรับอ่านรหัสแท่ง (bar code) ซึ่งเป็นแถบเส้นที่ประกอบด้วยเส้นขนาดแตกต่างกันใช้แทนรหัสข้อมูลต่างๆ การอ่านใช้แสงส่องแถบเส้นทำให้เกิดการสะท้อนเพื่อรับรหัสเข้ามาตีความหมาย  ปัจจุบันนิยมใช้ในห้างสรรพสินค้าสินค้าทุกชนิดจะติดรหัสแท่งไว้  ผู้ขายใช้เครื่องอ่านเพื่อจะได้รับทราบว่าเป็นรหัสของสินค้าใด  ราคาเท่าใด  และสามารถออกใบเสร็จรับเงินให้ได้อย่างอัตโนมัติ

 

 4 เครื่องอ่านตัวเลข  ที่พบเห็นได้บ่อยครั้งคือ  เครื่องอ่านตัวเลขที่พิมพ์อยู่บนตั๋วสัญญาใช้เงิน  ตัวเลขเหล่านี้มีลักษณะพิเศษที่ทำให้เครื่องอ่านได้  เนื่องจากแต่ละวันธนาคารต้องรับและออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นจำนวนมาก  จึงมีการใช้เครื่องอ่านตัวเลขช่วยในการอ่านอุปกรณ์รับเข้ายังมีอีกหลายชนิด  ตามพัฒนาการทางเทคโนโลยี  ทั้งนี้เพื่อให้การรับข้อมูลเข้าระบบทำได้สะดวก  แม่นยำ  และสามารถนำไปใช้งานได้ดี  ดังตัวอย่างเช่น  พนักงานการไฟฟ้าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดมือถือ  บันทึกข้อมูลการใช้ไฟที่อ่านจากมิเตอร์ตามบ้าน  การตรวจข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ใช้เครื่องอ่านข้อมูลคำตอบนักเรียน  แล้วตรวจให้คะแนนอย่างอัตโนมัติ  การลงทะเบียนเรียนของนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยก็ใช้ระบบฝนดินสอลงบนกระดาษตามช่องที่กำหนด  เพื่อให้เครื่องอ่านได้ และนำไปประมวลผลต่อไป

 

   หน่วยส่งออก

 

       หน่วยส่งออกเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและจำเป็นอย่างหนึ่ง  อุปกรณ์ส่งออกที่ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ที่นิยมทั่วไปคือ  จอภาพ (monitor )  และเครื่องพิมพ์ (printer) อุปกรณ์ส่งออกของคอมพิวเตอร์ยังมีอีกมาก

 

        1 จอภาพ  มีลักษณะเป็นจอภาพเหมือนกับจอโทรทัศน์ทั่วไปเรียกว่า  ซีอาร์ที  (cathode Ray Tube : CRT )  การส่งออกของข้อมูลจะปรากฏบนจอภาพ  ซึ่งแสดงได้ทั้งตัวอักษร  ตัวเลข  เครื่องหมายพิเศษ  และยังสามารถแสดงรูปภาพได้ด้วย

 

       การแสดงผลบนจอภาพจะแสดงด้วยจุดเล็กๆ ตามแนวนอนและแนวตั้ง  แต่เดิมจอภาพแสดงผลได้เพียงสีเดียว  พัฒนาการต่อมาทำให้เกิดแสดงผลเป็นสีหลายสีได้  นอกจากนี้ยังมีความละเอียดมากขึ้น เช่น  จอภาพที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน   แสดงผลในภาวะกราฟิกได้อย่างน้อยในแนวนอน  640 จุด และแสดงสีได้อย่างน้อย  16 สี  ถึง 256  สี  สำหรับการแสดงผลเป็นตัวอักษรในภาวะปกติสามารถแสดงผลได้  25 บรรทัดละ  80  ตัวอักษร

 

       ขนาดของจอภาพจะวัดความยาวตามเส้นทแยงมุม  จอภาพโดยทั่วไปจะมีขนาด  14  นิ้ว  หรือ  17 นิ้ว  การแสดงผลของจอภาพควบคุมโดยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์

 

        2  เครื่องพิมพ์  เครื่องพิมพ์ที่ใช้กับระบบคอมพิวเตอร์มีหลายประเภทตามเทคโนโลยีการพิมพ์  เครื่องพิมพ์เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่พิมพ์ลงบนกระดาษ เครื่องพิมพ์ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์มีดังนี้

 

       1) เครื่องพิมพ์แบบจุด  (dot matrix  printer ) เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีหัวยิงเป็นเข็มขนาดเล็ก พุ่งไปชนแผ่นหมึก เพื่อให้หมึกติดบนกระดาษเป็นจุดเล็กๆ หลายๆจุดเรียงต่อกันเป็นตัวหนังสือหรือรูปภาพ  หัวเข็มที่ใช้ยิงไปยังผ้าหมึกมีจำนวนหลายหัว  โดยปกติใช้ขนาด 24 หัวเข็ม ซึ่งจัดวางเรียงกันในแนวตั้ง  ทำให้ได้ตัวหนังสือที่ละเอียดพอควร

 

       2)  เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (laser  printer  )  เป็นเครื่องพิมพ์ที่ให้ความชัดและความละเอียดสูง การพิมพ์จะใช้หลักการทางแสง  ปกติมีความละเอียดไม่น้อยกว่า 600 จุดต่อนิ้ว  เครื่องพิมพ์เลเซอร์จึงเป็นเครื่องพิมพ์ที่ต้องการคุณภาพ  พัฒนาการทางเทคโนโลยีทำให้เครื่องพิมพ์ชนิดนี้ได้รับความนิยมสูงขึ้น  เพราะเมื่อเทียบประสิทธิภาพต่อราคาแล้วเครื่องพิมพ์ชนิดนี้เหมาะที่จะใช้ในสำนักงาน  แต่จุดด้อยอยู่ที่ไม่สามารถพิมพ์สำเนากระดาษคาร์บอนได้ 

 

3) เครื่องพิมพ์รายบรรทัด (Line printer) เครื่องพิมพ์ชนิดนี้มีความเร็วในการพิมพ์สูงมากสามารถพิมพ์ได้หลายร้อยบรรทัดต่อวินาที  ขนาดความเร็วของรุ่นที่พิมพ์สูงมาก  มีความเร็วในการพิมพ์ได้ถึง  2000 บรรทัดต่อนาที  ลักษณะการพิมพ์มีหลายแบบ  บางแบบใช้พิมพ์ด้วยแถบโซ่ตัวอักษรที่หมุนอยู่  และมีคันเคาะตัวอักษรในตำแหน่งที่กำหนด  บางแบบใช้หัวยิงแบบจุด  แต่มีจำนวนหัวยิงเป็นจำนวนมากเพื่อให้พิมพ์ได้เร็ว  เครื่องพิมพ์ชนิดนี้จึงเหมาะกับศูนย์คอมพิวเตอร์ที่ต้องการพิมพ์รายงานเป็นจำนวนมาก และพิมพ์อย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

 

ตอนที่ 3 ระดับของสารสนเทศ

หน่วยที่ 3

การจัดการสารสนเทศ

ตอนที่ 3 ระดับของสารสนเทศ
            สารสนเทศรอบตัวเราที่มีอยู่มากมายอาจไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ในการนำไปใช้กับทุกคนในทุกสถานการณ์ ในที่นี้จะกล่าวถึงการแบ่งระดับของสารสนเทศตามลักษณะของการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับบุคคล  ระดับกลุ่ม และระดับองค์กร
1. สารสนเทศระดับบุคคล

             สารสนเทศระดับบุคคล คือระบบที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตจากการปฏิบัติงานให้กับแต่ละบุคคลในองค์กร มีการประยุกต์ที่ช่วยทำให้การทำงานในหน้าที่รับผิดชอบส่วนบุคคลนั้นมีคุณภาพและประสิทธิภาพ

             ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจัดเป็นอุปกรณ์สำนักงานอย่างหนึ่งสำหรับบุคคลในองค์กร ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลและสารสนเทศอันเนื่องมาจากขนาดที่กะทัดรัด ราคาที่ถูกลง และที่ได้รับการพัฒนาความสามารถอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านของฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของซอฟต์แวร์ มีโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้สำหรับเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการปฏิบัติงานในระดับบุคคล สามารถช่วยลดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน เช่นชุดโปรแกรมสำนักงานซึ่งประกอบด้วยโปรแกรมประมวลผล (Word processing) ที่ช่วยในการจัดเตรียมเอกสาร รายงาน

    โปรแกรมตารางทำงาน (spreadsheet) ที่ช่วยในการสร้างตารางคำนวณ โปรแกรมนำเสนอ (presentation)ที่ใช้ในการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการนำเสนองาน ให้มีรูปแบบที่น่าสนใจ โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล (database management) เพื่อให้สามารถจัดการกับข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรายการงานที่ต้องปฏิบัติ ระยะเวลาที่ต้องปฏิบัติในแต่ละงาน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ต้องการ ตัวอย่างการใช้สารสนเทศระดับบุคคล  เช่น การทำข้อมูลตารางนัดหมายส่วนตัว การพิมพ์รายงานสรุปการประชุม

 2.  สารสนเทศระดับกลุ่ม

     ในการทำงานที่ต้องมีการรวมกัน เพื่อให้ประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่ต้องการเป็นจุดกำเนิดของสารสนเทศระดับกลุ่ม ซึ่งจะช่วยเสริมการทำงานของกลุ่มบุคคลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเป็นการเตรียมสภาพแวดล้อมในการทำงานที่จะเอื้อประโยชน์ร่วมกันสามารถให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการทำงานของกลุ่มบุคคล เช่น การใช้ทรัพยากรร่วมกันโดยเฉพาะข้อมูล สารสนเทศ และอุปกรณ์เทคโนโลยีพื้นฐานต่างๆ การเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของกลุ่มบุคคลทำให้สามารถใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น เครื่องพิมพ์ รวมถึงโปรแกรม ข้อมูล หรือฐานข้อมูลที่ใช้ร่วมกันในกลุ่มงานซึ่งสามารถจัดเก็บไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ให้บริการแฟ้มหรือฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ได้รับการปรับปรุงร่วมกันได้

ระบบสารสนเทศในลักษณะของการทำงานเป็นกลุ่ม เช่น ระบบซื้อขายสินค้าที่มีพนักงานขายหลายคน พนักงานขายทุกคนเชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในการเข้าถึงฐานข้อมูลของลูกค้าและสินค้า กล่าวคือมีข้อมูลเพียงชุดเดียวที่พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมข้อมูลลูกค้า หรือมีการเพิ่มหรือลดจำนวนของสินค้า พนักงานในกลุ่มทำงานจะสามารถเห็นข้อมูลที่ถูกต้องตรงกัน ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติงาน และส่งผลต่อการเพิ่มคุณภาพในการให้บริการได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ การเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของกลุ่มบุคคลยังทำให้เกิดการเชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างกันภายในองค์กรรูปแบบต่าง ๆ เช่นการติดต่อผ่านอีเมล์ เพื่อส่งข้อมูลระหว่างกัน การจัดประชุมทางไกล (video conference) เพื่อปรึกษาหารือกันได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน การจัดทำระบบกระดานข่าว (Bulletin Board System : BBS) ของกลุ่มงาน เพื่อใช้ประกาศข่าวสารต่าง ๆ ให้รับรู้ร่วมกัน การร่วมกันเขียนเอกสารหรือรายงานที่มีการปรับปรุงรุ่นของเอกสารที่เห็นตรงกัน การจัดตารางเวลาของกลุ่ม ระบบการจัดตารางบริหารโครงการของกลุ่ม

 

       3.  สารสนเทศระดับองค์กร

        สารสนเทศระดับองค์กร คือ สารสนเทศที่สนับสนุนงานขององค์กรในภาพรวม ระบบในลักษณะนี้จะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานร่วมกันของหลายกลุ่มงาน มีการส่งผ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องกันระหว่างกลุ่มงาน สารสนเทศระดับองค์กรใช้สำหรับสนับสนุนการบริหารและจัดการในระดับที่สูงขึ้นกว่ากลุ่มงาน เนื่องจากสามารถนำข้อมูลจากกลุ่มงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการตัดสินใจโดยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มงานมาแสดงในรูปแบบสรุป

           ระบบการทำงานที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกลุ่มงาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรได้ เช่น กลุ่มงานที่ดูแลข้อมูลลูกค้าสามารถประมวลผลข้อมูลความต้องการของลูกค้า เพื่อนำไปให้กับกลุ่มงานผลิตสินค้า เพื่อใช้ปรับปรุงสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า นำไปให้กับกลุ่มงานจัดซื้อสินค้า เพื่อสามารถจัดหาสินค้าที่ตรงกับความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้า นำไปให้กับกลุ่มงานคลังสินค้า เพื่อสามารถสำรองสินค้าในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ผู้บริหารยังสามารถนำข้อมูลจากกลุ่มงานต่าง ๆ มาใช้กำหนดนโยบายในการบริหารงานขององค์กรในทิศทางที่เหมาะสมกับสภาวการณ์ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร ทั้งนี้เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าและเพื่อสร้างรายได้ให้กับองค์กร

          หัวใจสำคัญในสารสารสนเทศระดับองค์กรคือ จะต้องมีการเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์จากกลุ่มงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ รวมกัน เช่นเดียวกับระบบสารสนเทศระดับกลุ่ม เป็นการขยายขอบเขตความสามารถในการปฏิบัติทั้งในระดับผู้ปฏิบัติงาน จนถึงในระดับผู้บริหาร เกิดเป็นเครือข่ายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในองค์กร ในกรณีที่มีจำนวนผู้ใช้ในองค์กรมากเครื่องมือพื้นฐานอีกประการหนึ่งของระบบข้อมูลคือ ระบบการจัดการฐานข้อมูลซึ่งมีความสำคัญในการช่วยดูแลระบบฐานข้อมูลและสามารถพัฒนาโปรแกรมประยุกต์เพื่อทำงานกับฐานข้อมูลได้อย่างกว้างขวางขึ้น

 

ตอนที่ 2 สารสนเทศและการจัดการสารสนเทศ

หน่วยที่ 3

การจัดการสารสนเทศ

ตอนที่ 2 สารสนเทศและการจัดการสารสนเทศ
       สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่มีความหมายซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์  ซึ่งหมายถึงข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลด้วยวิธีการที่เหมาะสมและถูกต้องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการของผู้ใช้  อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้ และจะต้องอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องการ   

 ลองจินตนาการดูว่าภายในสมองของเราเก็บข้อมูลอะไรบ้าง  เราคงตอบไม่ได้  แต่สามารถเรียกเอาข้อมูลมาใช้ได้  ข้อมูลที่เก็บไว้ในสมองเป็นสิ่งที่สะสมกันมาเป็นเวลานาน  ความรอบรู้ของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับการเรียกใช้ข้อมูล  ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าความรู้เกิดจากข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทุกวันนี้มีข้อมูลรอบตัวเรามาก  ข้อมูลเหล่านี้มาจากสื่อ  เช่น  วิทยุ  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์  เครือข่ายคอมพิวเตอร์  หรือแม้แต่การสื่อสารระหว่างบุคคล  จึงมีผู้กล่าวว่ายุคนี้เป็น ยุคของสารสนเทศ

 

    การประมวลผล

สารสนเทศ

ข้อมูล

                                                                                                                          

 

 

  ส่วนประกอบของสารสนเทศ

       ระบบสารสนเทศเป็นงานที่ต้องใช้ส่วนประกอบหลายอย่างในการทำให้เกิดเป็นกลไกลในการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้   ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบสารสนเทศมี  5 ส่วน คือ บุคลากร ขั้นตอนการปฏิบัติงาน เครื่องจักรอุปกรณ์     ซอฟต์แวร์ และข้อมูล ทั้งห้าองค์ประกอบมีความเกี่ยวข้องเป็นระบบ

        1 บุคลากร  เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ  เพราะบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ  และเข้าใจวิธีการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ  จะเป็นผู้ดำเนินการในการทำงานทั้งหมด  บุคลากรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ  บุคลากรภายในองค์การเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดระบบสารสนเทศด้วยกันทุกคน  เช่น  ร้านขายสินค้าแห่งหนึ่ง  บุคลากรที่ดำเนินการในร้านทุกคน  ตั้งแต่ผู้จัดการถึงพนักงานขายเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดสารสนเทศได้

        2 ขั้นตอนการปฏิบัติ  เป็นระเบียบวิธีการปฏิบัติงานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศได้  เช่น  กำหนดให้มีการป้อนข้อมูลทุกวันป้อนข้อมูลให้ทันตามกำหนดเวลา  มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ  กำหนดเวลาในการประมวลผล  การทำรายงาน  การดำเนินงานต่างๆต้องมีขั้นตอน  หากขั้นตอนใดมีปัญหาระบบก็จะมีปัญหาด้วยเพราะทุกขั้นตอนมีผลต่อระบบสารสนเทศ  

        3 เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์  เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการสารสนเทศ  คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผล  คัดเลือก คำนวณ  หรือพิมพ์รายงานผลตามที่ต้องการ  คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานได้รวดเร็ว  มีความแม่นยำในการทำงาน  และทำงานได้อย่างต่อเนื่อง  คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆจึงเป็นองค์ประหนึ่งของระบบสารสนเทศ

        4 ซอฟต์แวร์  คือลำดับขั้นตอนคำสั่งที่สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้  ซอฟต์แวร์ จึงหมายถึงชุดคำสั่งที่เรียงเป็นลำดับขั้นตอนสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ  และประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ

        5 ข้อมูล เป็นวัตถุดิบที่จะทำให้เกิดสารสนเทศ  ข้อมูลที่เป็นวัตถุดิบจะต่างกันขึ้นกับสารสนเทศที่ต้องการ   เช่นในสถาบันการศึกษามักจะต้องการสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนักเรียน  ข้อมูลผลการเรียน  ข้อมูลอาจารย์  ข้อมูลการใช้จ่ายต่างๆ ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่มีบทบาททำให้เกิดสารสนเทศ

       ส่วนประกอบทั้งห้านี้ล้วนมีส่วนที่ทำให้เกิดสารสนเทศได้  หากขาดส่วนประกอบใด  หรือส่วนประกอบใดไม่สมบูรณ์ก็อาจทำให้ระบบสารสนเทศไม่สมบูรณ์ เช่น  ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสมกับงาน  ก็จะทำให้งานล่าช้า  ไม่ทันต่อการใช้งาน

สารสนเทศสามารถแบ่งออกตามสภาพความต้องการที่จัดทำขึ้นได้ดังนี้

       1.สารสนเทศที่ทำประจำ  เป็นสารสนเทศที่จัดทำขึ้นเป็นประจำ  และมีการดำเนินการโดยสม่ำเสมอ  เช่นการทำรายงานสรุปจำนวนนักเรียนที่มาโรงเรียนในแต่ละวัน  ทำรายงานเกี่ยวกับรายรับรายจ่ายประจำวันของโรงเรียน  การทำรายงานเกี่ยวกับผู้มาติดต่อหรือตรวจเยี่ยมโรงเรียนในแต่ละเดือน

       2. สารสนเทศที่ต้องทำตามกฎหมาย  ตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศจะมีการทำรายงานส่งเพื่อการต่างๆ  เช่น งบดุลของบริษัทที่ต้องทำขึ้น  เพื่อยื่นต่อทางราชการและใช้ในการเสียภาษีเป็นต้น

       3.สารสนเทศที่ได้รับมอบหมายให้จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ  ในการดำเนินงานต่างๆบางครั้งจำเป็นต้องทำรายงานข้อมูลมาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ  เช่น รัฐบาลต้องการสร้างเขื่อนอเนกประสงค์  จำเป็นต้องได้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนว่าจะสร้างดีหรือไม่  จึงต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อสรุปรายงานขึ้นเป็นการเฉพาะ  แล้วนำสารสนเทศนั้นมาพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย  เพื่อช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ 

 

การจัดการสารสนเทศ

       สารสนเทศเป็นสิ่งที่มีประโยชน์  และจำเป็นสำหรับการใช้งานด้านต่างๆ  นักเรียนอาจรวบรวมรายชื่อเพื่อน และเก็บข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเพื่อนของนักเรียนแล้วนำมาสรุปตามที่ต้องการ  การจัดสารสนเทศจึงรวมถึงขั้นตอนการดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นจนได้มาซึ่งสารสนเทศ การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศมีหลายขั้นตอนดังนี้

        1 การเก็บรวบรวมข้อมูล  สมมุตินักเรียนต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเรื่องอาชีพของคนในหมู่บ้าน  นักเรียนอาจเริ่มต้นด้วยการออกแบบสอบถามสำหรับการสำรวจข้อมูล  เพื่อให้ครอบครัวต่างๆในหมู่บ้านกรอกข้อมูล มีการส่งแบบสอบถามไปยังผู้กรอกข้อมูลเพื่อทำการกรอกรายละเอียด  มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการตรวจกราดรหัสแท่ง  หรืออ่านข้อมูลที่ใช้ดินสอดำฝนตำแหน่งที่กรอกข้อมูล

        2 การตรวจสอบข้อมูล  เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลได้แล้ว  จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูล  ดูแลเรื่องความถูกต้องของข้อมูล  มีการตรวจทานหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องข้อมูลที่จัดเก็บต้องมีความน่าเชื่อถือเพราะหารข้อมูลไม่น่าเชื่อถือแล้ว สารสนเทศที่ได้จากข้อมูลก็ไม่น่าเชื่อถือด้วย

        3 การเก็บรวบรวมเป็นแฟ้มข้อมูล การรวบรวมข้อมูลที่เก็บไว้ให้เป็นแฟ้มข้อมูลเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่ง  การสำรวจข้อมูลไม่ว่าในเรื่องอะไรส่วนใหญ่จะเก็บข้อมูลมาหลายเรื่อง  จำเป็นต้องแบ่งแยกข้อมูลออกเป็นกลุ่มเป็นเรื่องไว้เป็นแฟ้มข้อมูล  เพื่อให้การดำเนินการในขั้นตอนต่อไปจะได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

        4 การจัดเรียงข้อมูล  ข้อมูลที่เก็บไว้เป็นแฟ้มควรมีการจัดเรียงลำดับข้อมูลเพื่อสะดวกต่อการค้นหาหรืออ้างอิงในภายหลัง  การจัดเรียงข้อมูลเป็นวิธีการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศวิธีหนึ่ง

        5 การคำนวณ ข้อมูลที่จัดเก็บมีทั้งข้อมูลที่เป็นตัวอักษร  ข้อความ  และตัวเลข ดังนั้นอาจมีความจำเป็นในการคำนวณตัวเลขที่ได้มาจากข้อมูล  เช่น หาค่าเฉลี่ย หาผลรวม

        6 การทำรายงาน  การสรุปทำรายงานให้ตรงกับความต้องการของการใช้งานจะทำให้การใช้สารสนเทศมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น  เพราะการทำรายงานเป็นวิธีการที่จะจัดรูปแบบข้อมูลให้เป็นสารสนเทศตามความต้องการ

        7 การจัดเก็บ  ข้อมูลที่สำรวจหรือรวบรวมมา  และมีการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศ  จะต้องดำเนินการจัดเก็บเอาไว้เพื่อใช้ในภายหลัง  การจัดเก็บสมัยใหม่มักเปลี่ยนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถจัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผ่นบันทึก

        8 การทำสำเนา  หากต้องการใช้ข้อมูลก็สามารถคัดลอกหรือทำสำเนาขึ้นใหม่ได้ การคัดลอกข้อมูลด้วยระบบทางคอมพิวเตอร์ทำได้ง่านและรวดเร็ว

        9  การแจกจ่ายและการสื่อสารข้อมูล  เมื่อต้องการแจกจ่ายข้อมูลให้ผู้อื่นใช้สามารถกระทำการแจกจ่ายได้โดยง่าย  เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ทำให้การจัดส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

 

ตอนที่ 1 ข้อมูลและการประมวลผลข้อมูลเป็นสารสนเทศ

หน่วยที่ 3

การจัดการสารสนเทศ

ตอนที่ 1 ข้อมูลและการประมวลผลข้อมูลเป็นสารสนเทศ
       นักเรียนคงคุ้นเคยกับคำว่า  ข้อมูลมานานแล้ว  ในโรงเรียนมีข้อมูลอยู่มาก  เช่น  ข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียน  ข้อมูลวิชาเรียน  ข้อมูลเกี่ยวกับครูผู้สอน  ข้อมูลเกี่ยวกับผลการเรียนของนักเรียน  ในการดำเนินการต่างๆต้องอาศัยข้อมูลเข้ามาใช้ประกอบ

       ข้อมูลคือ  ข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลข  ข้อความ  หรือรายละเอียดซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบต่างๆ  เช่น ภาพ เสียง วีดีโอ  ข้อมูลคือข้อเท็จจริงของสิ่งที่เราสนใจ  ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่างๆดังนั้นการเก็บรวบรวมข้อมูลจึงเป็นการเก็บรวบรวมเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของสิ่งที่เราสนใจนั้นเอง  ข้อมูลจึงหมายถึงตัวแทนของข้อเท็จจริง  หรือความเป็นไปของสิ่งที่เราสนใจ

       อย่างไรก็ดี  ข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้อาจไม่ละเอียดทั้งหมด  เช่น ข้อมูลของนักเรียนคนหนึ่งที่โรงเรียนได้เก็บรายละเอียดเกี่ยวกับ  ชื่อ  ที่อยู่  บ้านเลขที่  ชื่อผู้ปกครอง  บิดา  มารดา  เลขที่ใบสำเนาทะเบียนบ้าน  ข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้นี้ไม่อาจทำให้เรารู้จักและเข้าใจนักเรียนผู้นี้ได้อย่างถ่องแท้  เพราะมีข้อมูลอย่างอี่นของนักเรียนที่ไม่ได้บันทึกไว้อีกมาก  เช่น  สีผม สีตา ตำหนิ  ความสูง น้ำหนัก อาหารที่ชอบ วิชาที่ชอบ ฯลฯ

       ในการดำเนินการใดๆ จำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้  เช่น เมื่อนักเรียนสมัครเข้าโรงเรียนก็บันทึกประวัติเอาไว้  มีการบันทึกการมาเรียนของนักเรียนทุกวัน  บันทึกผลการเรียน  ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  และนำมาใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง

       ในการดำเนินงานทางธุรกิจจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้ใช้งาน  เช่น ร้านค้าแห่งหนึ่งเก็บข้อมูลการขายสินค้าตลอดปีเอาไว้  เขาสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาศึกษาปริมาณการขายต่อเดือน สินค้าใดที่ขายไม่ดี แนวโน้มการขายเป็นอย่างไร  สินค้าตัวใดมียอดขายดีตามเทศกาล  หรือมีผลจากภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง
ชนิดของข้อมูล

 1. ข้อมูลที่เป็นอักขระ (Alphanumeric Data) ได้แก่ ตัวเลข (Numbers) ตัวอักษร (Letters) เครื่องหมาย (Sign) และ สัญลักษณ์ (Symbol)
2. ข้อมูลที่เป็นภาพ (Image Data) ได้แก่ ภาพกราฟิก (Graphic Images) และรูปภาพ (Pictures)
3. ข้อมูลที่เป็นเสียง (Audio Data) ได้แก่ เสียง (Sounds) เสียงรบกวน/เสียงแทรก (Noise) และเสียงที่มีระดับ (Tones) ต่างๆ เช่น เสียงสูง เสียงต่ำ เป็นต้น
4. ข้อมูลที่เป็นภาพเคลื่อนไหว (Video Data) ได้แก่ ภาพยนตร์ (Moving Images or Pictures) และ วีดิทัศน์ (Video)

 

        ประเภทของข้อมูล

       ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เราแบ่งประเภทของข้อมูลได้เป็นสองประเภท  คือ ข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิ

        1 ข้อมูลปฐมภูมิ  หมายถึงข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมหรือบันทึกจากแหล่งข้อมูลโดยตรง  ซึ่งอาจจะได้จากการสอบถาม  การสัมภาษณ์  การสำรวจ การจดบันทึก  ตลอดจนการจัดหามาด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติต่างๆ ที่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลให้ เช่น เครื่องอ่านรหัสแท่ง เครื่องอ่านแถบแม่เหล็ก  ข้อมูลปฐมภูมิจึงเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ได้มาจากจุดกำเนิดของข้อมูลนั้นๆ

        2 ข้อมูลทุติยภูมิ หมายถึงข้อมูลที่มีผู้อื่นรวบรวมไว้ให้แล้ว  บางครั้งอาจจะมีการประมวลผลเพื่อเป็นสารสนเทศผู้ใช้ข้อมูลไม่จำเป็นต้องไปสำรวจเอง  ดังตัวอย่าง ข้อมูลสถิติต่างๆที่หน่วยงานรัฐบาลทำไว้แล้ว เช่นสถิติจำนวนประชากรแต่ละจังหวัด สถิติการส่งสินค้าออก  สถิติการนำสินค้าเข้า  ข้อมูลเหล่านี้มีการตีพิมพ์เผยแพร่เพื่อให้ใช้งานได้หรือนำเอาไปประมวลผลต่อ

การประมวลผลข้อมูลเป็นสารสนเทศ
                 ข้อมูล คือข้อเท็จจริงที่เราสนใจ ส่วน สารสนเทศ คือข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกต้อง จนได้รูปแบบผลลัพธ์ ตรงความต้องการของผู้ใช้     คุณสมบัติพื้นฐานของข้อมูลที่จะนำมาประมวลผลให้เป็นสารสนเทศ มีดังต่อไปนี้

           1.ความถูกต้อง หากมีการเก็บรวบรวมข้อมูลและข้อมูลเหล่านั้นเชื่อถือไม่ได้ จะทำให้เกิดผลเสียหายมาก ผู้ใช้จะไม่กล้าอ้างอิงหรือนำเอาไปใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นเหตุให้การตัดสินใจของผู้บริหารขาดความแม่นยำ และมีโอกาสผิดพลาดได้ โครงสร้างข้อมูลที่ออกแบบต้องคำนึงถึงกรรมวิธีการดำเนินงานเพื่อให้ได้ความถูกต้องแม่นยำมากที่สุด โดยปกติความผิดพลาดของการประมวลผลส่วนใหญ่ มาจากข้อมูลที่ไม่มีความถูกต้องซึ่งมีสาเหตุมาจากคนหรือเครื่องจักร การออกแบบระบบจึงต้องคำนึงถึงในเรื่องนี้

            2.ความรวดเร็วและเป็นปัจจุบัน การได้มาของข้อมูลจำเป็นต้องให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้ มีการตอบสนองต่อผู้ใช้ได้เร็ว ตีความหมายสารสนเทศได้ทันต่อเหตุการณ์หรือความต้องการ มีการออกแบบระบบการเรียกค้นและรายงาน ตามความต้องการของผู้ใช้

            3.ความสมบูรณ์ ความสมบูรณ์ของสารสนเทศขึ้นกับการรวบรวมและวิธีการทางปฏิบัติ ในการดำเนินการจัดทำสารสนเทศ ต้องสำรวจและสอบถามความต้องการของผู้ใช้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความสมบูรณ์เหมาะสม

            4.ความชัดเจนกะทัดรัด การจัดเก็บข้อมูลต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลมาก จึงจำเป็นต้องออกแบบโครงสร้างข้อมูลให้กะทัดรัด สื่อความหมายได้ มีการใช้รหัสหรือย่อข้อมูลให้เหมาะสม เพื่อที่จะจัดเก็บเข้าไว้ในระบบคอมพิวเตอร์

               5.ความสอดคล้อง ความต้องการเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นจึงต้องมีการสำรวจเพื่อหาความต้องการของหน่วยงานและองค์การ ดูสภาพการใช้ข้อมูล ความลึกหรือความกว้างของขอบเขตข้อมูล ที่สอดคล้องกับความต้องการ

 

  การประมวลผลข้อมูล

       ในการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์  หรือการทำข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้จำเป็นต้องมีการประมวลผลข้อมูลก่อน

       การประมวลผลข้อมูลเป็นกระบวนการที่มีกระบวนการย่อยหลายกระบวนประกอบกัน  ตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล การแยกแยะ  การตรวจสอบความถูกต้อง การคำนวณ การจัดลำดับ  การรายงานผล รวมถึงการส่งสื่อสารข้อมูลหรือการแจกจ่ายข้อมูลนั้น

1.การรวบรวมข้อมูล

2.การแยกแยะ

3.การตรวจสอบความถูกต้อง

4.การคำนวณ

5.การจัดลำดับหรือการเรียงลำดับ

6.การรายงานผล

7.การสื่อสารข้อมูลหรือการแจกจ่ายข้อมูลนั้น

 

      วิธีประมวลผลข้อมูล

        วิธีการประมวลผลข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งได้ตามรูปแบบการนำข้อมูลมาประมวลผล  ซึ่งได้แก่

       1 การประมวลผลแบบเชื่อมตรง    หมายถึง การทำงานในขณะที่ข้อมูลวิ่งไปบนสายสัญญาณเชื่อมต่อจากเครื่องปลายทาง   ไปยังฐานข้อมูลของเครื่องหลักที่ใช้ในการประมวลผล  การประมวลผลแบบเชื่อมตรงจึงเป็นการประมวลผลโดยทันทีทันใด  เช่น การจองตั๋วเครื่องบิน  การชื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าการฝากถอนเงินเอทีเอ็ม 
         2  การประมวลผลแบบกลุ่ม    หมายถึง การประมวลผลในเรื่องที่สนใจเป็นครั้งๆ เช่น  ต้องการทราบ ผลการสำรวจความนิยมของประชาชนต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน  หรือที่เรียกว่า  โพล   (poll) ก็มีการสำรวจข้อมูลเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล เมื่อเก็บข้อมูลได้แล้ว  ก็นำมาป้อนเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วนำข้อมูลนั้นมาประมวลผลตามโปรแกรมที่ได้กำหนดไว้  เพื่อรายงานผล หรือสรุปผลหาคำตอบ  กรณีการประมวลผลแบบกลุ่มจึงกระทำในลักษณะเป็นครั้งๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์  โดยจะต้องมีการรวบรวมข้อมูลไว้ก่อน

       ในการประมวลผลทั้งสองแบบนี้เป็นวิธีการที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยดำเนินการกับข้อมูลจำนวนมากเพื่อแยกแยะคำนวณ หรือดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในโปรแกรม การทำงานของคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลจึงต้องมีซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอยสั่งการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในรูปแบบที่ต้องการ

 

 

ตอนที่ 3 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศในทางลบ

หน่วยที่ 2

ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ตอนที่ 3 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศในทางลบ

                  พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไป ในอดีตโลกมีกำเนิดมาประมาณ 4,600 ล้านปี เชื่อกันว่าพัฒนาการตามธรรมชาติทำให้สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดบนโลกประมาณ 500 ล้านปีที่แล้ว ยุคไดโนเสาร์มีอายุอยู่ในช่วง 200 ล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ค่อยๆ พัฒนา และคาดคะเนว่าเมื่อห้าแสนปีที่แล้ว มนุษย์สามารถส่งสัญญาณท่าทางสื่อสารระหว่างกันและพัฒนามาเป็นภาษา จนเมื่อประมาณ 5,000 ปีที่แล้ว มนุษย์สามารถสร้างตัวหนังสือ  และจารึกไว้ตามผนังถ้ำ กล่าวได้ว่ามนุษย์ต้องใช้เวลานานพอควรในการพัฒนาตัวหนังสือที่ใช้แทนภาษาพูด และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 500 ถึง 800 ปีที่แล้ว เมื่อเทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนสามารถสื่อสารกันโดยการส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2489  ก็มีการส่งภาพทางโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ซึ่งทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น

       นับตั้งแต่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น  การใช้เทคโนโลยีเป็นไปอย่างกว้างขวาง  ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีไปในด้านต่างๆ ซึ่งแน่นอนย่อมต้องมีทั้งคุณและโทษ  ผลกระทบในทางลบเหล่านี้บางอย่างเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้นอาจไม่เกิดขึ้นจริง แต่อย่างไรก็ตามย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้

       ผลกระทบในทางลบของเทคโนโลยีสารสนเทศ มีดังนี้

       1. ทำให้เกิดอาชญากรรม  เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนำมาใช้ในการก่อให้เกิดอาชญากรรมได้  โจรผู้ร้ายใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการวางแผนการปล้น  วางแผนการโจรกรรม  มีการลักลอบใช้ข้อมูลข่าวสาร  มีการโจรกรรมหรือแก้ไขตัวเลขบัญชีด้วยคอมพิวเตอร์  การลักลอบเข้าไปแก้ไขข้อมูลอาจทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น การแก้ไขระดับคะแนนของนักศึกษา  การแก้ไขข้อมูลในโรงพยาบาลเพื่อให้การรักษาพยาบาลคนไข้ผิด ซึ่งเป็นการทำร้ายหรือฆาตกรรมดังที่เห็นในภาพยนตร์

      2. ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์เสื่อมถอย  การใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่ต้องเห็นตัว  การใช้งานคอมพิวเตอร์หรือแม้แต่การเล่นเกมมีลักษณะการใช้งานเพียงคนเดียว  ทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่นลดน้อยลง  ผลกระทบนี้ทำให้มีความเชื่อว่า  มนุษย์สัมพันธ์ของบุคคลจะลดน้อยลง  สังคมใหม่จะเป็นสังคมที่ไม่ต้องพึ่งพากันมาก

       3. ทำให้เกิดความวิตกกังวล  ผลกระทบนี้เป็นผลกระทบทางด้านจิตใจของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีความวิตกกังวลว่าคอมพิวเตอร์อาจทำให้เกิดการว่าจ้างงานน้อยลง  มีการนำเอาหุ่นยนต์มาใช้ในงานมากขึ้น  มีระบบการผลิตที่อัตโนมัติมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้แรงงานอาจตกงาน  หรือหน่วยงานอาจเลิกว่าจ้างได้  โดยความจริงแล้วความคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับบุคลากรบางคนเท่านั้น  แต่ถ้าบุคคลนั้นมีการปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยี หรือมีการพัฒนาให้มีความรู้ความสามารถสูงขึ้นแล้วปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น

      4. ทำให้เกิดการเสี่ยงภัยทางด้านธุรกิจ  ธุรกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น  ข้อมูลข่าวสารทั้งหมดของธุรกิจฝากไว้ในศูนย์ข้อมูล  เช่น ข้อมูลลูกหนี้การค้า  ข้อมูลสินค้าและบริการต่างๆหากเกิดการสูญหายของข้อมูล อันเนื่องมาจากเหตุอุบัติภัย  เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือด้วยสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้ข้อมูลหายหมด  ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง

      5. ทำให้การพัฒนาอาวุธมีอำนาจทำลายสูงมาก  ประเทศที่เป็นต้นตำรับของเทคโนโลยี  สามารถนำเอาเทคโนโลยีไปใช้ในการสร้างอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายสูงทำให้หมิ่นเหม่ต่อสงครามที่มีการทำลายล้างสูงเกิดขึ้น

       6. ทำให้เกิดการแพร่วัฒนธรรมและกระจายข่าวสารที่ไม่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว

คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด  การนำมาใช้ในทางใดจึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้  จริยธรรมการใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ  ดังเช่นการใช้งานอินเทอร์เน็ตมีผู้สร้างโฮมเพจหรือสร้างข้อมูลข่าวสารในเรื่องภาพที่ไม่เหมาะสม  เช่น ภาพอนาจาร หรือภาพที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย  การดำเนินการเช่นนี้ย่อมขึ้นอยู่กับจริยธรรมของผู้ดำเนินการ  นอกจากนี้ยังมีการปลอมแปลงระบบจดหมาย  เพื่อส่งจดหมายถึงผู้อื่นโดยมีเจตนากระจายข่าวที่เป็นเท็จจริยธรรมการใช้งานเครือข่ายเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องปลูกฝังอย่างมาก

ตอนที่ 2 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศในทางบวก

หน่วยที่ 2

ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

ตอนที่ 2 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศในทางบวก

              การกำเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อห้าสิบกว่าปีที่แล้ว  เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ยุคสารสนเทศ  ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องคำนวณ  แต่ต่อมาได้มีความพยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล  เมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง  แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น  ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมาก 
ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมกล่าวได้ดังนี้

            1.ช่วยส่งเสริมความสะดวกสบายของมนุษย์

            เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยทำให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ดีขึ้นช่วยส่งเสริมให้มีประสิทธิภาพในการทำงานทำให้มนุษย์มีเวลาอ่านข่าวมากขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงภัยกับงานที่มีอันตรายมีเครื่องมือสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ทำให้ติดต่อถึงกันได้สะดวกมีระบบคมนาคมขนส่งที่รวดเร็ว สามารถใช้โทรศัพท์ในขณะเดินทางไปมายังที่ต่างๆ มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ เช่น ลิฟต์ เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศมีเครื่องช่วยให้เกิดการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น วิทยุ โทรทัศน์มีรายการให้เลือกชมได้มากมายมีการแพร่กระจาย สัญญาณโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียมทำให้ผู้ชมสามารถรับรู้ข่าวสารต่างๆจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างรวดเร็วเหมือนอยู่ในเหตุการณ์

        2.ช่วยทำให้การผลิตในอุตสาหกรรมดีขึ้น

           ระบบการผลิตสินค้าในปัจจุบันเป็นระบบที่ต้องการผลิตสินค้าจำนวนมากมีคุณภาพมาตรฐานการผลิตในสมัยปัจจุบัน ใช้เครื่องจักรทำงานอย่างอัตโนมัติสามารถทำงานได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง สินค้าที่ได้คุณภาพและปริมาณพอเพียงกับความต้องการของผู้บริโภค ปัจจุบันมีความพยายามที่จะสร้างหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีผลต่อการผลิตมาก

           3.ช่วยส่งเสริมให้เกิดการค้นคว้าวิจัยสิ่งใหม่

          เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ช่วยให้งานค้นคว้าวิจัย ในห้องปฏิบัติการวิจัยต่างๆ มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นคอมพิวเตอร์ช่วยงานคำนวณที่ซับซ้อน ซึ่งแต่ก่อนยากที่จะทำได้ เช่น งานสำรวจทางด้านอวกาศงานพัฒนาคิดค้นผลิตภัณฑ์และสารเคมีต่างๆ ทำให้ได้สูตรยารักษาโรคใหม่ๆ เกิดขึ้น มากมาย ปัจจุบันงานค้นคว้าวิจัยทุกแขนงจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณต่างๆ นักวิจัยนักวิทยาศาสตร์ใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ในการจำลองรูปแบบของสิ่งที่มองไม่เห็นตัวใช้ในการค้นหาข้อมูลที่มีจำนวนมากและแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก       สามารถค้นหารายงานวิจัยที่มีผู้เคยทำไว้ แล้วและที่เก็บไว้ในห้องสมุดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วงานวิจัยต่างๆ มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นเพราะเทคโนโลยีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่อย่างมาก

              4.ช่วยส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

             ปัจจุบันเครื่องมือเครื่องใช้ทางการแพทย์ล้วนแล้วแต่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการดำเนินการช่วยในการแปลผลเรามีเครื่องมือตรวจหัวใจ  ที่ทันสมัยมีเครื่องเอกซเรย์ภาคตัดขวางที่สามารถตรวจดูอวัยวะต่างๆของร่างกายได้อย่างละเอียดมีเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจค้นหา โรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่ทันสมัยหรือแม้แต่การผ่าตัดก็มีเครื่องมือช่วยในการผ่าตัดที่ทำให้คนไข้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นมีเครื่องมือที่คอยวัดและ ตรวจสอบสภาพการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่างละเอียดระบบการรักษาพยาบาลจากที่ห่างไกล เช่น คนไข้อยู่ที่จังหวัดชายแดนและขาดแคลนแพทย์เฉพาะทางแพทย์ผู้ทำการรักษาสามารถส่งคำถามมาปรึกษาหารือกับแพทย์ผู้ชำนาญ การเฉพาะได้มีการรวบรวมความรู้ของแพทย์ชำนาญการจัดสร้างเป็นฐานความรอบรู้เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางยิ่งขึ้นนอกจาก นี้ยังมีการพัฒนาเครื่องมือช่วยคนพิการต่างๆเช่นการสร้างแขวนเทียม ขาเทียมการสร้างเครื่องกระตุ้นหัวใจสร้างเครื่องช่วยฟังเสียง หรือมีการพัฒนาเทคโนโลยี การปลูกถ่ายอวัยวะสำคัญต่างๆ รวมทั้งการผลิตยาและวัคซีนสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้าช่วยด้วย

         5.ช่วยส่งเสริมสติปัญญาของมนุษย์

         คอมพิวเตอร์มีจุดเด่นที่ทำให้การทำงานต่างๆทำงานได้รวดเร็วและมีความแม่นยำสามารถเก็บข้อมูลต่างๆไว้ได้มากการแก้ปัญหา ที่ซับซ้อนบางอย่างกระทำได้ดีและรวดเร็วงานบางอย่างถ้าให้มนุษย์ทำอาจต้องเสียเวลาในการคิดคำนวณตลอดชีวิตแต่คอมพิวเตอร์ สามารถทำงานเสร็จในเวลาไม่กี่วินาที ดังนั้นจึงมีการนำคอมพิวเตอร์มาจำลองเหตุการณ์ต่างๆเพื่อให้มนุษย์หาทางศึกษาหรือแก้ไขปัญหา เช่น การจำลองสภาวะของสิ่งแวดล้อม การจำลองระบบมลภาวะจำลองการไหลของเหลวการควบคุมระบบจราจร หรือแม้แต่การนำเอาคอมพิวเตอร์มาจำลองในสภาพที่เหมือนจริง เช่นจำลองการเดินเรือจำลองการขับเครื่องบิน การขับรถยนต์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เหมือนจริงๆได้หากมีการผิดพลาดก็ไม่ทำให้เกิดอันตรายคอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้ของมนุษย์ ได้ดีปัจจุบันมีการนำบทเรียนมาไว้ในคอมพิวเตอร์และให้เรียนรู้ผ่านคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction: CAI) คอมพิวเตอร์ยังเป็นเครื่องมือที่ให้ นักเรียน นิสิต นักศึกษาสมัยใหม่เชื่อมโยงติดต่อกันทางอินเทอร์เน็ต ่สามารถเรียกค้นข้อมูลข่าวสารทางเครือข่ายสามารถเรียนรู้ การใช้คอมพิวเตอร์หรือเรียนจากที่ห่างไกลได้ คอมพิวเตอร์จึงมีบทบาท ที่ทำให้มนุษย์ได้รับข่าวสารมากขึ้นกว่าเดิมและเป็นหนทางที่ทำให้เกิดสติปัญญาอย่างแท้จริง

        6. เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง

         การใช้เทคโนโลยีเป็นเรื่องที่จำเป็นต่ออุสาหกรรมกิจการค้าธุรกิจต่างๆกิจการทางด้านธนาคารช่วยส่งเสริมงานทางด้านเศรษฐกิจทำให้ กระแสเงินหมุนเวียนได้อย่างกว้างขวางผู้ผลิตในสายอุตสาหกรรมจะผลิตสินค้าได้มากลดต้นทุนผู้บริโภคก็มีกำลังใน การจับจ่ายใช้สอยได้มากธุรกิจโดยรวมจำเป็นต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันมีการสื่อสารเกี่ยวข้องกันเกิด ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์

                7.ช่วยให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน
        การสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ช่วยย่นย่อโลกให้เล็กลงโลกมีสภาพไร้พรมแดนมีการเรียนรู้วัฒนธรรมซึ่งกันและกันมากขึ้นเกิด ความเข้าใจซึ่งกันและกันได้ดีทำให้ลดปัญหาในเรื่องความขัดแย้งสังคมไร้พรมแดนทำให้มีความเป็นอยู่แบบรวมกลุ่มประเทศมากขึ้น

         8.ช่วยส่งเสริมประชาธิปไตย

ในการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรทุกครั้งมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อกระจายข่าวสารเพื่อให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญ ของระบบประชาธิปไตยแม้แต่การเลือกตั้งก็มีการใช้คอมพิวเตอร์รวมผลคะแนนใช้สื่อโทรทัศน์วิทยุแจ้งผลการนับคะแนนที่ทำให้ ทราบผลได้อย่างรวดเร็ว

ตอนที่ 1 ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

หน่วยที่ 2

ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ตอนที่ 1 ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

  เทคโนโลยีสารสนเทศ

       คำว่าเทคโนโลยี  หมายถึง  การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์  การศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆก็เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติ  กฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆและหาหนทางนำมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ เทคโนโลยีจึงเป็นคำที่มีความหมายกว้างไกลเป็นคำที่เราได้พบเห็นและได้ยินตลอดมา

       ลองนึกดูว่าทรายที่เราเห็นบนพื้นดิน  ตามทรายหาด ชายทะเล  เป็นสารประกอบของซิลิกอน   ครั้นมีการแยกสกัดเอาสารซิลิกอนให้บริสุทธิ์  และเจือจางสารบางอย่างให้เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าสารกึ่งตัวนำ  นำมาผลิตเป็นทรานซิสเตอร์  และไอซี(Integrated  Circuit  :IC)  ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่รวมวงจรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากไว้ด้วยกัน เป็นส่วนสำคัญของคอมพิวเตอร์   ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นหัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า  และผลิตภัณฑ์ต่างๆ

       ส่วนคำว่าสารสนเทศ  หมายถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ลองจินตนาการดูว่าภายในสมองของเราเก็บข้อมูลอะไรบ้าง  เราคงตอบไม่ได้  แต่สามารถเรียกเอาข้อมูลมาใช้ได้  ข้อมูลที่เก็บไว้ในสมองเป็นสิ่งที่สะสมกันมาเป็นเวลานาน  ความรอบรู้ของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับการเรียกใช้ข้อมูล  ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าความรู้เกิดจากข้อมูลข่าวสารต่างๆ เช่น  วิทยุ  โทรทัศน์  หนังสือพิมพ์  เครือข่ายคอมพิวเตอร์  หรือแม้แต่การสื่อสารระหว่างบุคคล   

       เมื่อรวมคำว่าเทคโนโลยีกับสารสนเทศเข้าด้วยกัน  จึงหมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้จัดการสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล  การประมวลผล  การพิมพ์  การสร้างรายงาน  การสื่อสารข้อมูล ฯลฯ  เทคโนโลยีสารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดระบบการให้บริการ  การใช้  การดูแลข้อมูล

 

  บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

       ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ทำให้มีพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำรงชีวิตเป็นอันมาก  เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี  เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน  สามารถผลิตสินค้าและการให้บริการต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น  เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง  สินค้าได้คุณภาพ  เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสื่อสารถึงกันได้สะดวกการเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารถึงกันได้ตลอดเวลา

       นักเรียนลองจินตนาการดูว่า  นักเรียนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านใดบ้างจากตัวอย่างต่อไปนี้  เมื่อตื่นนอนนักเรียนอาจได้ยินเสียงวิทยุ  ซึ่งกระจายข่าวสารหรือเพลงทั่วไป  นักเรียนใช้โทรศัพท์สื่อสารกับเพื่อน ดูรายการทีวี  วีดีโอเมื่อมาโรงเรียนเดินทางผ่านถนนที่มีระบบไฟสัญญาณที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์  ถ้าไปศูนย์การค้า  ขึ้นลิฟต์ขึ้นบันไดเลื่อนซึ่งควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์  ที่บ้านนักเรียน  นักเรียนอาจอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศที่ควบคุมอุณหภูมิโดยอัตโนมัติ  คุณแม่ทำงานด้วยเตาอบซึ่งควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์  ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า  จะเห็นว่าชีวิตในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นอันมาก  อุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นส่วนประกอบในการทำงาน

             

ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

        เทคโนโลยีสารสนเทศมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้วิถีความเป็นอยู่ของสังคมเปลี่ยนไปอย่างมาก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับโลกครั้งใหญ่  อาจกล่าวได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศมีผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่าง  ทั้งการดำเนินชีวิต   เศรษฐกิจ  สังคม  การเมือง  การศึกษาและอื่นๆ   เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นการประยุกต์เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารในรูปแบบต่างๆ  เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์  ลักษณะเด่นที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศมีดังนี้

        1 เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต  ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน  ในการประกอบการทางด้านเศรษฐกิจ  การค้า  และการอุตสาหกรรม จำเป็นต้องหาวิธีในการเพิ่มผลผลิต  ลดต้นทุน  และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารเข้ามาช่วยทำให้เกิดระบบอัตโนมัติ  เราสามารถฝากถอนเงินสดผ่านเอทีเอ็มได้ตลอดเวลา  ธนาคารสามารถให้บริการได้ดีขึ้น ทำให้การบริการโดยรวมมีประสิทธิภาพ  ในระบบการจัดการทุกแห่งต้องใช้ข้อมูลเพื่อดำเนินการและตัดสินใจ  ระบบธุรกิจจึงใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยในการทำงาน  เช่น  ใช้ในระบบจัดเก็บเงินสด  จองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น

        2 เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย  เมื่อมีการพัฒนาระบบข้อมูล  และการใช้ข้อมูลได้ดี  การบริการต่างๆ จึงเน้นรูปแบบการบริการแบบกระจาย  ผู้ใช้สามารถสั่งชื้นสินค้าจากที่บ้าน  สามารถสอบถามข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์  นิสิตนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยสามารถใช้คอมพิวเตอร์สอบถามผลสอบที่บ้านได้

        3 เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น  สำหรับการดำเนินการในหน่วยงานต่างๆ  ปัจจุบันทุกหน่วยงานต่างพัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในองค์การประเทศไทยมีระบบทะเบียนราษฎร์ที่จัดทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์  ระบบเวชระเบียนในโรงพยาบาล  ระบบจัดเก็บข้อมูลภาษี  ในองค์การทุกระดับเห็นความสำคัญที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้

        4. เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับคนทุกระดับ พัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี  ดังจะเห็นได้จาก  การพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์  การใช้ตารางในการคำนวณ  และการใช้อุปกรณ์ในการสื่อสารโทรคมนาคมแบบต่างๆเป็นต้น

 

ตอนที่ 4 ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

หน่วยที่  1

คอมพิวเตอร์น่ารู้

 

ตอนที่ 4       ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์
ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. ประโยชน์ทางตรง
         ช่วยให้มนุษย์ทำงานได้โดยตรงคือคอมพิวเตอร์ทำงานได้เที่ยงตรง รวดเร็ว ไม่เหน็ดเหนื่อย ช่วยผ่อนแรงมนุษย์ ในด้านต่าง ๆเช่น ด้านการคำนวณ พิมพ์งาน บันทึกข้อมูล ประมวลผล ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในแวดวงในหากนำคอมพิวเตอร์เข้าช่วยงาน จะช่วยแบ่งเบาภาระงานได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ เช่น – ทันสมัย / ทันเหตุการณ์ / ทันข้อมูลข่าวสาร / ทันโลก ช่วยให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลก
– ช่วยให้การเรียน การทำงาน ทันสมัยและรับความสะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น ได้เรียนรู้จากสื่อที่ทันสมัยที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า โปรแกรม CAI
– เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยม ช่วยในการค้นคว้าหาความรู้เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่
– ช่วยรับ – ส่งข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว
– ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น เกม ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง ร้องเพลง
– ช่วยสร้างงานศิลปะ ออกแบบชิ้นงานได้อย่างสร้างสรรค์ สวยงาม

2. ประโยชน์ทางอ้อม
คอมพิวเตอร์ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น ช่วยในการเรียนรู้ให้ความบันเทิงความรู้ ช่วยงานบันเทิงพัฒนางานด้านต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีอันส่งผลให้ความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น เป็นต้น

1. เพื่อสร้างงานเอกสารทั่วไป

 เป็นการนําเอาคอมพิวเตอร์มาใช้ในการพิมพ์ เช่น การพิมพ์เอกสาร การพิมพ์จดหมาย
การพิมพ์ใบปลิว  การพิมพ์หนังสือแบบเรียน  เป็นต้น การใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงานในด้าน
การพิมพ์นี้ทําให้เอกสารต่างๆ มีความสวยงาม และรวดเร็วมากขึ้น รวมถึงงานพิมพ์มีความผิดพลาดน้อยมาก และมีการใช้แบบฟอร์มเดียวกัน จึงทำให้งานด้านการพิมพ์เป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

2. เพื่อความบันเทิงคอมพิวเตอร์ปัจจุบันสามารถสร้างความบันเทิง ให้กับผู้เป็นเจ้าของได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ร้องคาราโอเกะ นับว่าเป็นแหล่งความบันเทิงครบชุดที่หาได้ไม่ยาก

3. เพื่อการสื่อสารและค้นหาข้อมูล

เนื่องจากคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน มักจะมีการเชื่อมต่อกับโลกแห่งเครือข่ายนั่น คือ
อินเทอร์เน็ตนั่นเอง  ซึ่งอินเทอร์เน็ตนับว่าเป็นแหล่งข้อมูลต่างๆ  ที่ใหญ่ที่สุด และรวมเอาเนื้อหาความรู้ในโลกไว้มากที่สุด เราสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตได้อย่างมากมาย

4. เพื่องานเฉพาะด้าน

 เป็นการนําคอมพิวเตอร์ไปใช้ในงานลักษณะต่างๆ  ที่แตกต่างกันไป  เช่น  เพื่อการ
เขียนโปรแกรม, ตัดต่อภาพยนตร์, ควบคุมระบบโรงงาน หรืออีกหลายด้าน  หลายรูปแบบ
ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้คอมพิวเตอร์มากขึ้นในการทํางานในลักษณะนี้

       จากการที่คอมพิวเตอร์มีลักษณะเด่นหลายประการ ทำให้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันในสังคมเป็นอย่างมาก  ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดก็คือ การใช้ในการพิมพ์เอกสารต่างๆ เช่น พิมพ์จดหมาย รายงาน เอกสารต่างๆ ซึ่งเรียกว่างานประมวลผล ( word processing ) นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในด้านต่างๆ อีกหลายด้าน ดังต่อไปนี้

  1. งานธุรกิจ เช่น บริษัท ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ตลอดจนโรงงานต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำบัญชี งานประมวลคำ และติดต่อกับหน่วยงานภายนอกผ่านระบบโทรคมนาคม นอกจากนี้งานอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่ก็ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการควบคุมการผลิต และการประกอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ ซึ่งทำให้การผลิตมีคุณภาพดีขึ้นบริษัทยังสามารถรับ หรืองานธนาคาร ที่ให้บริการถอนเงินผ่านตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติ ( Automatic Teller Machine = ATM ) ซึ่งสามารถทำให้ฝาก – ถอนเงินสดได้อย่างรวดเร็ว  และใช้คอมพิวเตอร์คิดดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากเงิน และการโอนเงินระหว่างบัญชี เชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่าย
           ปัจจุบันได้มีการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในโรงแรม เช่น แผนกต้อนรับ ( Reception ) บาร์ ภัตตาคารในโรงแรม แผนกบริการจองห้องพัก Cashier เป็นต้น ข้อมูลการใช้บริการของลูกค้าในส่วนต่าง ๆ จะถูกเก็บรวบรวมไว้ และเมื่อเวลาลูกค้าต้องการจะออกจากโรงแรม (Check Out) ทางแคชเชียร์ ( Cashier) สามารถรวบรวมค่าใช้จ่ายของลูกค้าว่าไปใช้บริการที่จุดใดบ้างทันที เช่น ใช้บริการค่าห้องพัก ค่าอาหาร ค่าบาร์ ฯลฯ
  2. งานวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และงานสาธารณสุข สามารถนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในนำมาใช้ในส่วนของการคำนวณที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี วิถีการโคจรของการส่งจรวดไปสู่อวกาศ  หรืองานทะเบียน การเงิน สถิติ และเป็นอุปกรณ์สำหรับการตรวจรักษาโรคได้ ซึ่งจะให้ผลที่แม่นยำกว่าการตรวจด้วยวิธีเคมีแบบเดิม และให้การรักษาได้รวดเร็วขึ้น
         ปัจจุบันมีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยงานด้านการแพทย์หลายด้าน เริ่มจากการเก็บประวัติคนไข้ ในห้องทดลองประกอบการวินิจฉัยของแพทย์ใช้ในการตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ การผ่าตัดหัวใจ การตรวจสอบห้องพักผู้ป่วยว่าว่างหรือไม่ การควบคุมแสงเลเซอร์ให้เป็นวิถีทางที่ต้องการการเอ็กซ์เรย์ ซึ่งช่วยสร้างภาพหลายมิติ ทำให้การวินิจฉัยโรค และได้ตำแหน่งที่แน่นอนของโรคได้ดีขึ้น โดยเฉพาะการตรวจสมองและเช็คคลื่นหัวใจ
  3. งานคมนาคมและสื่อสาร ในส่วนที่เกี่ยวกับการเดินทาง จะใช้คอมพิวเตอร์ในการจองวันเวลา ที่นั่ง ซึ่งมีการเชื่อมโยงไปยังทุกสถานีหรือทุกสายการบินได้ ทำให้สะดวกต่อผู้เดินทางที่ไม่ต้องเสียเวลารอ อีกทั้งยังใช้ในการควบคุมระบบการจราจร เช่น ไฟสัญญาณจราจร และ การจราจรทางอากาศ หรือในการสื่อสารก็ใช้ควบคุมวงโคจรของดาวเทียมเพื่อให้อยู่ในวงโคจร ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อการส่งสัญญาณให้ระบบการสื่อสารมีความชัดเจน
  4. งานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม สถาปนิกและวิศวกรสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบ หรือ จำลองสภาวการณ์ ต่างๆ เช่น การรับแรงสั่นสะเทือนของอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหว โดยคอมพิวเตอร์จะคำนวณและแสดงภาพสถานการณ์ใกล้เคียงความจริง รวมทั้งการใช้ควบคุมและติดตามความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ เช่น คนงาน เครื่องมือ ผลการทำงาน
  5. งานราชการ เป็นหน่วยงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุด โดยมีการใช้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ มีการใช้ระบบประชุมทางไกลผ่านคอมพิวเตอร์ , กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมโยงไปยังสถาบันต่างๆ , กรมสรรพากร ใช้จัดในการจัดเก็บภาษี บันทึกการเสียภาษี เป็นต้น
  6. การศึกษา ได้แก่ การใช้คอมพิวเตอร์ทางด้านการเรียนการสอน ซึ่งมีการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยการสอนในลักษณะบทเรียน CAI (Computer – Assisted Instruction ) โปรแกรมชนิดนี้มีภาพ ข้อความและเสียง ที่ใช้ประกอบการเรียน การวิจัยต่าง ๆหรืองานด้านทะเบียน ซึ่งทำให้สะดวกต่อการค้นหาข้อมูลนักเรียน การเก็บข้อมูลยืมและการส่งคืนหนังสือห้องสมุด
              ในปัจจุบันได้นำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเกี่ยวกับงานวัดผล เช่น การเก็บข้อสอบรวบรวมไว้เป็นธนาคารข้อสอบ และคำตอบในเครื่อง สามารถให้นักศึกษาทำข้อสอบลงเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อเสร็จแล้วก็สั่งให้คอมพิวเตอร์คำนวณหาผลคะแนนสอบของนักศึกษาได้ทันที การวัดผลวิธีนี้ทำได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มีความแม่นยำ

 

 

ตอนที่ 3 บทบาทของคอมพิวเตอร์

หน่วยที่  1

คอมพิวเตอร์น่ารู้

 

ตอนที่ 3 บทบาทของคอมพิวเตอร์
       ในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเรา และความสำคัญนี้ได้ทวีมากยิ่งขึ้นในอนาคต คอมพิวเตอร์ได้เข้าไปมีบทบาทในทุกวงการอาชีพ โดยเฉพาะกับงานที่มีข้อมูลมาก ๆ และกำลังจะกลายเป็นเครื่องใช้สามัญในบ้านเหมือนกับเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานต่าง ๆ จำแนกได้ดังนี้

1. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในวงราชการ

คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำทะเบียนราษฎร์ ช่วยในการนับคะแนนการเลือกตั้งและรวบรวมเพื่อประกาศผล การคิดภาษีอากร การบริหารทั่วไป การสวัสดิการต่าง ๆ การรวบรวมข้อมูลและสถิติ การบริหารงาน การทำงานสาธารณูปโภค ในการทหารอาจจะใช้ควบคุมการยิงจรวดนำวิถี การยิงปืนใหญ่ การเดินเรือรบ เป็นต้น

กระทรวงยุติธรรม ใช้คอมพิวเตอร์ในการบันทึกคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับย่อทุกคดีให้ผู้พิพากษาได้ค้นหาคดีต่าง ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินความ

กระทรวงศึกษาธิการ ใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดทำประวัติครูทั่วประเทศ ทำสถิตินักเรียนและโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อช่วยในการบริหารการศึกษาทั่วประเทศ คอมพิวเตอร์ช่วยในการเรียนการสอน

กระทรวงพาณิชย์ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำสถิติข้อมูลการค้าของประเทศ ทำดัชนีราคา เก็บทะเบียนการค้า การควบคุมโควต้าการส่งออกสินค้าบางชนิด ฯลฯ

กระทรวงอุตสาหกรรม ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการเก็บทะเบียนโรงงาน ข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติ

กระทรวงเกษตร ใช้คอมพิวเตอร์ในการรวบรวมข้อมูลผลผลิตทางการเกษตร เพื่อวางแผนร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในการส่งเสริมการขาย

กระทรวงมหาดไทย ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำทะเบียนสำมะโนครัว บัตรประจำตัวประชาชน รวบรวมข้อมูลและสถิติต่าง ๆ ซึ่งจะนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารและพัฒนาประเทศนอกจากนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงก็มีการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ เช่น กรมราชทัณฑ์ใช้คอมพิวเตอร์ในการรวบรวมชื่อผู้ต้องขังในคดีต่าง ๆ คำนวณวันพ้นโทษ คำนวณวันอภัยโทษ กรมตำรวจใช้คอมพิวเตอร์ในการทำทะเบียนประวัติอาชญากร รวบรวมสถิติอาชญากรรม การติดต่อสื่อสาร

กระทรวงการคลังใช้คอมพิวเตอร์ในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับภาษีอากรและตรวจสอบว่าการเสียภาษีอากรถูกต้องหรือไม่

การไฟฟ้า การประปา และองค์การโทรศัพท์ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำบัญชีและออกใบเสร็จรับเงินแก่ผู้ใช้บริการ

 

2.บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานสังคมศาสตร์

         นักวิจัยนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในงานสังคมศาสตร์ เช่น ในงานจิตวิทยาและสังคมสงเคราะห์ คอมพิวเตอร์ช่วยให้นักวิจัยทราบข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมต่างๆ จากงานสถิติ เพราะคอมพิวเตอร์สามารถให้คำตอบออกมาอย่างรวดเร็ว และถูกต้อง

3.บทบาทของคอมพิวเตอร์ในวงการแพทย์

       บทบาทของคอมพิวเตอร์ในโรงพยาบาลนอกจากจะช่วยงานธุรการต่างๆ เช่น ใช้บันทึกและค้นหาทะเบียนประวัติผู้ป่วย ควบคุมการรับและจ่ายยาแล้ว ยังช่วยในการวินิจฉัยโรคอีกด้วย เช่น ตรวจคลื่นสมอง บันทึกการเต้นของหัวใจ คำนวณปริมาณและทิศทางของรังสีแกมมาที่ใช้รักษาโรคมะเร็ง คำนวณหาตำแหน่งที่ถูกต้องของอวัยวะก่อนการผ่าตัด เป็นต้น คอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณหาตำแหน่งที่ถูกต้อง ของอวัยวะก่อนการผ่าตัด
4.บทบาทของคอมพิวเตอร์ในการคมนาคมและการสื่อสาร

          การจองตั๋วที่นั่งเครื่องบินเป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้คอมพิวเตอร์ในการคมนาคมและสื่อสาร เพราะสายการบินทั่วโลกมีหลายสาย แต่ละสายมีหลายเที่ยวบิน ในขณะที่จำนวนที่นั่งมีจำนวนจำกัด การใช้คอมพิวเตอร์จึงทำให้ผู้โดยสารสามารถเลือกสายการบินได้สะดวก ถูกต้องและเมื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงก็จะทำได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลสถิติของผู้โดยสารไว้ด้วย ในส่วนของท่าอากาศยานได้มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยในการควบคุมการจราจรทั้งทางบกและทางอากาศ ปัจจุบันนี้สายการบินทั่วโลกมีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อถึงกันได้อย่างรวดเร็วโดยใช้ระบบสื่อสาร
5. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ

        คอมพิวเตอร์สามารถจัดการข้อมูลได้รวดเร็วและถูกต้อง ทำให้การวางแผนธุรกิจเป็นไปอย่างง่ายดายคอมพิวเตอร์จะช่วยประมาณสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างแม่นยำสามารถช่วยงานธุรการ เช่น จัดการเกี่ยวกับบุคลากร เงินเดือน การพัสดุ ค่าใช้จ่าย รายได้ ภาษีอากร การทำจดหมายโต้ตอบ การทำรายงาน เป็นต้น
6. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานธนาคาร

       กิจการธนาคารนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้คอมพิวเตอร์ เพราะธนาคารมีทั้งผู้ฝากเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้และผู้กู้ซึ่งเป็นลูกหนี้ มีการฝากและถอนเงินเป็นภารกิจประจำ การคิดดอกเบี้ยในอัตราต่างๆ และในช่วงเวลาต่างๆ ก็เป็นเรื่องยุ่งยากธนาคารต้องเกี่ยวข้องกับกระแสเงินตราต่างประเทศนอกจากนี้กิจกรรมของธนาคารซึ่งคอมพิวเตอร์เป็นส่วนสำคัญที่สุดเรียกว่า Automatic Teller Machine หรือ ATM ซึ่งลูกค้าสามารถฝากถอนหรือโอนเงินจากเครื่องได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกเป็นอย่างมาก และเป็นที่นิยมแพร่หลายกันอยู่ในปัจจุบัน

7. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิศวกรรม

        เริ่มตั้งแต่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการเขียนแบบ ซึ่งทำให้สามารถเขียนและแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบได้ตลอดเวลาและบ่อยครั้งวิศวกรจึงมีอิสระในการคิด สามารถทบทวนความคิดเพื่อปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ให้ดีขึ้น โดยคอมพิวเตอร์ไม่แสดงความเบื่อหน่าย หลังจากที่วิศวกรพอใจในแบบแล้วก็จะสร้างเครื่องต้นแบบขึ้นมาเพื่อใช้ในการทดสอบตามสภาพต่างๆ ว่า สามารถทำงานตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ บางครั้งวิศวกรจะใช้คอมพิวเตอร์สร้างแบบจำลองขึ้นมาเพื่อทำการทดสอบ เช่น รถยนต์ เครื่องบิน เป็นต้น
         นอกจากนี้คอมพิวเตอร์ยังช่วยวิศวกรในการสร้างเครื่องจักร สรรหากระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยในการคำนวณหาจำนวนชิ้นส่วน ช่วยในการจัดหาวัสดุในขบวนการผลิตคอมพิวเตอร์จะควบคุมหุ่นยนต์ให้ทำงาน เช่น การประกอบ การพ่นสี และเมื่อผลิตภัณฑ์สำเร็จคอมพิวเตอร์จะช่วยในการจัดการเกี่ยวกับสินค้าคงคลังของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น
      ในงานวิศวกรรมโยธา คอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณโครงสร้าง ช่วยในการวางแผนและการควบคุมการก่อสร้าง การประมาณราคา การจัดหาวัสดุ การทำรายงาน การเขียนแบบต่างๆ 

8. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิทยาศาสตร์

          คอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญต่อความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ทุกสาขาอาทิเช่น ช่วยเก็บและเปรียบเทียบ คัดเลือกข้อมูล สามารถทำงานร่วมกับเครื่องวัดต่างๆ หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์จะช่วยทำการทดลองที่เป็นอันตราย หรือสามารถใช้ในการทดลองแทนสัตว์ ซึ่งอาจจะเสียชีวิตได้ คอมพิวเตอร์ช่วยในการเดินทางของยานอวกาศต่างๆ การถ่ายภาพระยะไกล การสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็นต้น

9. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในร้านค้าปลีก

        ปัจจุบันร้านสรรพสินค้าใหญ่ๆ หลายแห่ง ได้ติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แทนเครื่องคิดเลขที่จุดขาย เครื่องเหล่านี้จะเป็นเครื่องปลายทาง   พ่วงต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์หลัก พนักงานขายเพียงแต่ป้อนข้อมูลสินค้าด้วยการพิมพ์หรือการอ่านรหัสด้วยเครื่องอ่าน เครื่องจะพิมพ์ใบเสร็จพร้อมกับบันทึกการขายให้โดยอัตโนมัติ ในขณะเดียวกันข้อมูลของสินค้าจะเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนการขายทันที ทำให้ผู้จัดการรู้ปริมาณการเคลื่อนไหวของสินค้าตลอดเวลา และสามารถสั่งสินค้ามาขายได้อย่างเพียงพอ
10. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในด้านอุตสาหกรรม

                คอมพิวเตอร์ช่วยงานทั้งระบบ ตั้งแต่การวางแผนการผลิตการกำหนดเวลา การวางแผนด้านการใช้จ่ายเงิน วางแผนการปฏิบัติงาน การควบคุมระบบการผลิต  ถ้าผลิตผลนั้นเกิดผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐานการผลิต ดังจะเห็นได้ว่าโรงงานกลั่นน้ำมันใช้คอมพิวเตอร์ช่วยตรวจวัดการส่งน้ำมันดิบ วัดค่าอุณหภูมิและความดันตลอดเวลา เพื่อตรวจปรับสภาพการทำงาน ในประเทศไทยเองก็ได้นำคอมพิวเตอร์มาช่วยโรงงานแยกแก๊สที่จังหวัดระยอง เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมทั้งแก๊สหุงต้มและควบคุมการส่งแก๊สธรรมชาติไปตามท่อจากจังหวัดระยองไปกรุงเทพและสระบุรี โดยมีระบบควบคุมความดันของแก๊สในท่อเป็นระยะ ๆ

        การนำคอมพิวเตอร์มาควบคุมการทำงานของเครื่องเจาะ ตัด ไส กลึง และเชื่อมโลหะ เช่น โรงงานผลิตรถยนต์ใช้หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ในการทาสี พ่นสี เชื่อมโลหะ ติดกระจกหน้ารถยนต์ เป็นต้น

ตอนที่ 2 องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

หน่วยที่  1

คอมพิวเตอร์น่ารู้

 

ตอนที่ 2 องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์
 องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์

       คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศ  จุดเด่นคือ  ทำงานได้รวดเร็ว  สามารถคิดคำนวณตัวเลขจำนวนมากได้รวดเร็วและแม่นยำ  และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  คอมพิวเตอร์ยังจัดเก็บข้อมูลไว้สำหรับประมวลผลได้มาก  เมื่อจัดเก็บแล้วสามารถเรียกค้น  หรือคัดแยกได้เร็ว  สามารถดำเนินการต่างๆตามโปรแกรมที่วางไว้
        ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เราเห็นๆ กันอยู่นี้เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งของระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ถ้าต้องการให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่เราต้องการนั้น จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ประการมาทำงานประสานงานร่วมกัน ซึ่งองค์ประกอบพื้นฐานของระบบคอมพิวเตอร์ประกอบไปด้วย
       1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์
         2. ซอฟต์แวร์ (Software) หรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์
         3. พีเพิลแวร์(Peopleware) หรือ บุคลากรคอมพิวเตอร์

1.ฮาร์ดแวร์ (hardware)

            คอมพิวเตอร์ทำงานตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรม  ตามหลักที่นอยแมนเสนอและใช้กันมาจนถึงปัจจุบันคือคอมพิวเตอร์ที่มีหน่วยความจำสำหรับการเก็บโปรแกรมและข้อมูล  การทำงานของคอมพิวเตอร์ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆเรียกรวมกันว่า ฮาร์ดแวร์ (hardware)

หน่วยความจำรอง

 

 

 

หน่วยรับเข้า

หน่วยความจำหลัก

หน่วยประมวลผล

หน่วยส่งออก

                                                                                           

 

                     ส่วนประกอบพื้นฐานของคอมพิวเตอร์

       การทำงานของคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วยสำคัญ 5 หน่วย คือ 
      1.หน่วยประมวลผล  
       หน่วยประมวลผลมีชื่ออีกอย่างว่า  ซีพียู (Central Processing Unit:  CPU)  เป็นหัวใจของคอมพิวเตอร์  ทำหน้าที่ในการคิดคำนวณหรือประมวลผลข้อมูล  โดยทำตามโปรแกรมที่เก็บไว้ในหน่วยความจำหลัก     ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามาก  จนถึงขั้นการผลิตวงจรหน่วยประมวลผลทั้งวงจรไว้ในชิพเดียวได้  ชิพหน่วยประมวลผลกลางนี้มีชื่อเรียกว่า  ไมโครโพรเซสเซอร์

หน่วยประมวลผลกลางแบ่งออกเป็น 2 หน่วยคือ    
            1.หน่วยควบคุมทำหน้าที่ในการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องระหว่างประมวลผล 
            2,หน่วยคำนวณและตรรกะทำหน้าที่นำข้อมูลซึ่งเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าแบบตัวเลขฐานสอง  มาประมวลผลทางคณิตศาสตร์และตรรกะ 
            การทำงานนี้ทำงานตามคำสั่งในโปรแกรม  ซีพียูจะอ่านคำสั่งจากหน่วยความจำทีละคำสั่งมาตีความหมายและกระทำตามอย่างรวดเร็วมาก  หน่วยประมวลผลสามารถอ่านคำสั่งมาตีความหมายและกระทำตามได้หลายล้านคำต่อวินาที 

       พัฒนาการของหน่วยประมวลผลได้เริ่มจากการใช้หน่วยประมวลผลอ่านข้อมูลจากหน่วยความจำด้วยรหัสเลขฐานสอง  ครั้งละ  8 บิต  เรียกซีพียูแบบนี้ว่าซีพียูขนาด  8 บิต  ต่อมาอ่านคำสั่งหรือข้อมูลเข้ามาได้ครั้งละ  16 บิต  เรียกซีพียูแบบนี้ว่าซีพียูขนาด  16  บิต  ปัจจุบันซีพียูที่ใช้งานสามารถอ่านคำสั่ง  หรือข้อมูลได้ถึงครั้งละ  64  บิต 
       กลไกการทำงานของซีพียูมีจังหวะการทำงานที่แน่นอน  เช่น  อ่านข้อมูลจากหน่วยความจำมาตีความหมายคำสั่งในซีพียู  ดำเนินการตามที่คำสั่งนั้นบอกให้กระทำ  การกระทำเหล่านี้เป็นจังหวะที่แน่นอน  การกำหนดความเร็วของจังหวะใช้สัญญาณนาฬิกาที่มีความเร็วสูงมาก  ซีพียูรุ่นใหม่ๆสามารถใช้สัญญาณนาฬิกาได้สูงกว่า  100 เมกะเฮริตซ์

       1.)  ไมโครโพรเซสเซอร์  8086   เริ่มพัฒนาและนำออกมาใช้งานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นซีพียูขนาด  16  บิต  อย่างไรก็ดีบริษัทผู้ผลิตได้ผลิตซีพียูรุ่น  8088  ในเวลาต่อมา  และกลายเป็นซีพียูของไมโครคอมพิวเตอร์  ซีพียูร่นนี้มีโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมต่อกับหน่วยความจำหลักโดยตรงได้มากถึง  1 เมกะไบต์ (megabyte)  1 เมกะไบต์  เท่ากับ  1024 กิโลไบต์  (kilobyte :  kb)  1 กิโลไบต์ เท่ากับ   1024  ไบต์ (byte)  และ  1 ไบต์เท่ากับ 8 บิต

       2.)  ไมโครโพรเซสเซอร์  80286    นำออกจำหน่ายในปี  พ.ศ. 2526 เป็นซีพียูของเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์  รุ่นเอที  สามารถเชื่อมต่อกับหน่วยความจำหลักได้โดยตรงถึง  8 เมกะไบต์

       3.) ไมโครโพรเซสเซอร์  80386  เป็นซีพียูขนาด  32  บิต  มีโครงการสร้างการเชื่อมต่อกับหน่วยความจำสามารถต่อได้ถึง  4 จิกะไบต์ (gigabyte) ( 1จิกะไบต์ = 1024  เมกะไบต์)
       4.)  ไมโครโพรเซสเซอร์  80486   เริ่มผลิตออกจำหน่ายในปี  พ.ศ. 2533  มีจำนวนทรานซิสเตอร์กว่าหนึ่งล้านตัวในชิพเดียวกัน

       5.)  ไมโครโพรเซสเซอร์เพนเทียม  ผลิตออกจำหน่ายในปี พ.ศ. 2535 เป็นซีพียูที่มีจำนวนทรานซิสเตอร์มากกว่าสามล้านตัวเป็นซีพียูขนาด  64  บิต  มีการทำงานภายในด้วยขบวนการทำงานแบบขนานเพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น  ต่อมาในปี  2538  มีการผลิตซีพียูรุ่นเพนเทียม โปร  และในปี  2540  มีการผลิตซีพียูเพนเทียม ทู

       2.หน่วยความจำหลัก    มีหน้าที่ในการเก็บข้อมูลและโปรแกรมที่จะให้ซีพียูเรียกไปใช้งานได้   หน่วยความจำหลักเป็นอุปกรณ์ที่ทำมาจากไอซีเช่นเดียวกัน  วงจรหน่วยความจำเก็บข้อมูลจะเก็บรวมกันเป็นกลุ่ม  เช่น  8 บิต รวมกันเป็น  1 ไบต์  หน่วยความจำจะมีที่เก็บได้เป็นจำนวนมาก  เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์  มีหน่วยความจำหลัก 8 เมกะไบต์  หมายถึงสามารถเก็บข้อมูลหรือคำสั่งได้  8 x  1024 x 1024  ไบต์นั้นเอง (ประมาณ  2000 หน้ากระดาษ)

       หน่วยความจำหลักที่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์แบ่งได้เป็น

       2.1แรม (Random Access Memory: RAM) เป็นหน่วยความจำที่เก็บข้อมูลสำหรับใช้งานทั่วไป  การอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลใดๆ  เพื่อการเขียนและอ่านจะกระทำแบบการเข้าถึงโดยสุ่มคือเรียกไปที่ตำแหน่งที่อยู่ของข้อมูลใดก็ได้  จะเก็บข้อมูลไว้ตราบเท่าที่มีไฟฟ้าจ่ายให้วงจร  หากไฟฟ้าดับเมื่อไรข้อมูลก็จะสูญหายทันที

       2.2 รอม (Read  Only  Memory  : ROM) เป็นหน่วยความจำอีกประเภทหนึ่งที่มีการอ้างอิงตำแหน่งที่อยู่ข้อมูลแบบเข้าถึงโดยสุ่ม  มีไว้เพื่อบรรจุโปรแกรมที่สำคัญบางอย่าง  เพื่อว่าเปิดเครื่องมา  ซีพียูเริ่มต้นทำงานได้ทันที  ข้อมูลหรือโปรแกรมทีเก็บไว้ในรอมจะถูกบันทึกมาก่อนแล้ว  ผู้ใช้ไม่สามารถเขียนข้อมูลใดๆ ลงไปได้แต่สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างเดียว  ข้อมูลหรือโปรแกรมที่อยู่ในรอมนี้จะอยู่อย่างถาวร  แม้จะปิดเครื่องข้อมูลหรือโปรแกรมก็จะไม่ถูกลบไป

      3.หน่วยความจำรอง   มีไว้สำหรับเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมที่มีจำนวนมาก  และหากจะใช้งานก็มีการถ่ายจากหน่วยความจำรองมายังหน่วยความจำหลัก  หน่วยความจำรองที่ใช้กันในระบบคอมพิวเตอร์มีดังนี้

         3.1แผ่นบันทึก  (floppy  disk หรือ diskette ) ไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มีหน่วยขับแผ่นบันทึกอย่างน้อยหนึ่งตัว  แผ่นบันทึกที่นิยมใช้มีขนาด  3.5  นิ้ว ตัวแผ่นบันทึกเป็นแผ่นบางฉาบผิวด้วยสารแม่เหล็กอยู่ในกรอบพลาสติกแข็ง  เพื่อป้องกันการขีดข่วน

          3.2 ฮาร์ดดิสก์ (Harddisk ) จะประกอบด้วยแผ่นบันทึกแบบแข็งที่เคลือบสารแม่เหล็กหลายแผ่นเรียงซ้อนกัน  หัวอ่านของหน่วยขับจะมีหลายหัว  ในขณะที่แผ่นบันทึกแต่ละแผ่นหมุน หัวอ่านจะเคลื่อนที่เข้าออกเพื่ออ่านข้อมูลที่เก็บบนพื้นผิวแผ่น  การเก็บข้อมูลในแต่ละแผ่นจะเป็นวง  เรียกแต่ละวงของทุกแผ่นบันทึกว่าไซลินเดอร์ (cylinder ) แต่ละไซลินเดอร์จะแบ่งเป็นเซกเตอร์  แต่ละเซกเตอร์เก็บข้อมูลเป็นชุดๆ

       ฮาร์ดดิสก์เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีความจุสูงมาก  ขนาดของฮาร์ดดิสก์มีความจุเป็นเมกะไบต์  เช่น  ฮาร์ดดิสก์ความจุ  850  เมกะไบต์  หรือ  1.2  จิกะไบต์  การเขียนอ่านข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์จะกระทำเป็นเซกเตอร์  และเขียนอ่านได้เร็วมาก  เวลาที่ใช้ในการวัดการเข้าถึงข้อมูลมีหน่วยเป็นมิลลิวินาที

         3.3เทปแม่เหล็ก  ลักษณะของเทปเป็นแถบสายพลาสติก  เคลือบด้วยสารแม่เหล็ก  เหมือนเทปเสียง  เทปแม่เหล็กใช้สำหรับเก็บข้อมูลจำนวนมาก  มีการจัดเก็บและเรียกค้นข้อมูลแบบเป็นลำดับ  การประยุกต์เน้นใช้สำหรับสำรองข้อมูลเพื่อความมั่นใจ  เช่น  ฮาร์ดดิสก์เสียหาย  ข้อมูลในฮาร์ดดิสก์อาจสูญหายได้  จึงจำเป็นต้องเก็บสำรองไว้ โดยทั่วไปมักจะกำหนดตามสภาพการใช้งานเป็นระยะเวลา การสำรองข้อมูลแต่ละครั้งอาจใช้เวลาหลายสิบนาที

         3.4แผ่นซีดี( Compact disk)  ใช้ในการเก็บข้อมูลจำนวนมาก  การเก็บข้อมูลบนแผ่นซีดีใช้หลักการทางแสง  ทำให้สามารถเก็บข้อมูลแบบดิจิตอลได้  แผ่นซีดีที่นิยมใช้มากเป็นแผ่นซีดีที่อ่านได้อย่างเดียว  จึงเรียกกันว่า ซีดีรอม (CD ROM) ข้อเด่นของแผ่นซีดีคือ  ราคาถูก  จุข้อมูลได้มาก  สามารถเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมได้มากกว่า  600  เมกะไบต์ต่อแผ่น  แผ่นซีดีรอมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 นิ้ว

       ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางแสงก้าวหน้าขึ้น  สามารถเขียนข้อมูลบนแผ่นซีดีได้เหมือนฮาร์ดดิสก์ เรียกว่า  ออปติคัลดิสก์ (optical  disk)
Memory Stick is a type of flash memory developed by Sony.         3.5 เมมโมรีสติก ( Memory Stick )พัฒนาโดยโซนี่ It is used to store data for digital cameras, camcorders, and other kinds of electronics. ถูกใช้เพื่อเก็บข้อมูลสำหรับกล้องดิจิตอลกล้องวิดีโอและชนิดอื่น ๆ ของอิเล็กทรอนิคส์ Because Memory Stick is a proprietary Sony product, it is used by nearly all of Sony’s products that use flash media.  อัตราการถ่ายโอนข้อมูลสูงสุดถึง 80Mbps หรือ 10 วินาที MB / ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วพอบันทึกวิดีโอดิจิตอลที่มีคุณภาพสูง
Memory Stick cards are available in two versions: Memory Stick PRO and Memory Stick PRO Duo.  .        3.6 แฟลชไดรฟ์  (Flash Drive USB)

          อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล รวมกับ USB (Universal Serial Bus)   ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์เดียวกันที่ ฟลอปปี้ดิสก์ หรือ ซีดีรอม โดยมีขนาดเล็ก, เร็วกว่า, มีความจุมากขึ้นนับพันเท่าและมีมากขึ้นคงทนและเชื่อถือได้ ประกอบด้วย แผงวงจรพิมพ์ แฟลชไดรฟ์ส่วนใหญ่จะใช้มาตรฐาน ชนิดการเชื่อมต่อ USB ให้เสียบลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในพอร์ต

       4. หน่วยรับข้อมูล  

หน่วยรับเข้าเป็นอุปกรณ์ที่นำข้อมูลหรือโปรแกรมเข้าไปเก็บไว้ในหน่วยความจำ  และใช้ประมวลผล  อุปกรณ์รับข้อมูลมีหลายประเภท

   4.1 แผงแป้นอักขระ (keyboard )  เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลโดยรับข้อมูลจากการกดบนแผงแป้นอักขระ แล้วส่งรหัสให้กับคอมพิวเตอร์  ที่นิยมใช้กันมากขณะนี้มีจำนวนแป้น  101 แป้น   

    4.2  เมาส์ แทร็กบอล  และก้านควบคุม  คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจะเน้นให้ผู้ใช้งานได้ง่าย  จึงมีการพัฒนาอุปกรณ์รับเข้าที่เหมาะสมกับโปรแกรมใหม่ๆ  คือ เมาส์  แทร็กบอล  และก้านควบคุม  สามารถเลื่อนตัวชี้ไปบนจอแล้วเลือกสิ่งที่ต้องการได้

   1) เมาส์(mouse ) มีลักษณะเป็นปุ่มกดครอบอยู่กับลูกกลมที่เมื่อลากไปกับพื้นแล้ว  จะมีการส่งสัญญาณตามแนวแกน  x และแกน  y  เข้าสู่คอมพิวเตอร์

   2)  แทร็กบอล (trackball)  คือลูกกลมที่กลิ้งไปมาระหว่างเบ้า เพื่อควบคุมการทำงานของตัวชี้บนหน้าจอคอมพิวเตอร์   สะดวกต่อการใช้ และใช้พื้นที่น้อย

   3)  ก้านควบคุม(joystick )  ประกอบด้วย  ก้านโยก  ซึ่งโยกได้หลายทิศทาง  ขณะที่โยกก้านไปมาตำแหน่งของตัวชี้จะเปลี่ยนไปด้วย  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันมากในการเล่นเกม

  4.3  เครื่องอ่านรหัสแท่ง  เป็นอุปกรณ์รับเข้าที่ใช้สำหรับอ่านรหัสแท่ง (bar code) ซึ่งเป็นแถบเส้นที่ประกอบด้วยเส้นขนาดแตกต่างกันใช้แทนรหัสข้อมูลต่างๆ การอ่านใช้แสงส่องแถบเส้นทำให้เกิดการสะท้อนเพื่อรับรหัสเข้ามาตีความหมาย  ปัจจุบันนิยมใช้ในห้างสรรพสินค้าสินค้าทุกชนิดจะติดรหัสแท่งไว้  ผู้ขายใช้เครื่องอ่านเพื่อจะได้รับทราบว่าเป็นรหัสของสินค้าใด  ราคาเท่าใด  และสามารถออกใบเสร็จรับเงินให้ได้อย่างอัตโนมัติ

4.4 เครื่องอ่านตัวเลข  ใช้อ่านตัวเลขที่พิมพ์อยู่บนตั๋วสัญญาใช้เงิน  ตัวเลขเหล่านี้มีลักษณะพิเศษที่ทำให้เครื่องอ่านได้  เนื่องจากธนาคารต้องรับและออกตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นจำนวนมาก 
       อุปกรณ์รับเข้ายังมีอีกหลายชนิด  เช่น  พนักงานการไฟฟ้าใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดมือถือ  บันทึกข้อมูลการใช้ไฟที่อ่านจากมิเตอร์ตามบ้าน  การตรวจข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ใช้เครื่องอ่านข้อมูลคำตอบนักเรียน  แล้วตรวจให้คะแนนอย่างอัตโนมัติ  การลงทะเบียนเรียนของนักศึกษา

      5. หน่วยส่งออก   เป็นหน่วยที่นำข้อมูลที่ได้รับการประมวลผลแล้วมาแสดงผล
         อุปกรณ์ส่งออกของคอมพิวเตอร์ยังมีอีกมาก

        5.1 จอภาพ(monitor )   มีลักษณะเป็นจอภาพเหมือนกับจอโทรทัศน์ทั่วไปเรียกว่า  ซีอาร์ที  (cathode Ray Tube : CRT )  ซึ่งแสดงได้ทั้งตัวอักษร  ตัวเลข  เครื่องหมายพิเศษ  และยังสามารถแสดงรูปภาพได้ด้วย

       การแสดงผลบนจอภาพจะแสดงด้วยจุดเล็กๆ ตามแนวนอนและแนวตั้ง  แต่เดิมจอภาพแสดงผลได้เพียงสีเดียว  พัฒนาการต่อมาทำให้เกิดแสดงผลเป็นสีหลายสีได้  นอกจากนี้ยังมีความละเอียดมากขึ้น เช่น  จอภาพที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน  

       ขนาดของจอภาพจะวัดความยาวตามเส้นทแยงมุม  จอภาพโดยทั่วไปจะมีขนาด  14  นิ้ว  หรือ  17 นิ้ว 
        5.2  เครื่องพิมพ์ (printer)  เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่พิมพ์ลงบนกระดาษ เครื่องพิมพ์ที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์มีดังนี้

       1) เครื่องพิมพ์แบบจุด  (dot matrix  printer ) เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีหัวยิงเป็นเข็มขนาดเล็ก พุ่งไปชนแผ่นหมึก เพื่อให้หมึกติดบนกระดาษเป็นจุดเล็กๆ หลายๆจุดเรียงต่อกันเป็นตัวหนังสือหรือรูปภาพ  โดยปกติใช้ขนาด 24 หัวเข็ม ซึ่งจัดวางเรียงกันในแนวตั้ง  ทำให้ได้ตัวหนังสือที่ละเอียดพอควร

       2)  เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (laser  printer  )  เป็นเครื่องพิมพ์ที่ให้ความชัดและความละเอียดสูง การพิมพ์จะใช้หลักการทางแสง  เครื่องพิมพ์ชนิดนี้ได้รับความนิยมสูงขึ้น  เพราะเมื่อเทียบประสิทธิภาพต่อราคาแล้วเครื่องพิมพ์ชนิดนี้เหมาะที่จะใช้ในสำนักงาน  แต่จุดด้อยอยู่ที่ไม่สามารถพิมพ์สำเนากระดาษคาร์บอนได้ 

3) เครื่องพิมพ์รายบรรทัด (Line printer) เครื่องพิมพ์ชนิดนี้มีความเร็วในการพิมพ์สูงมากสามารถพิมพ์ได้หลายร้อยบรรทัดต่อวินาที  ขนาดความเร็วของรุ่นที่พิมพ์สูงมาก  มีความเร็วในการพิมพ์ได้ถึง  2000 บรรทัดต่อนาที  เหมาะกับศูนย์คอมพิวเตอร์ที่ต้องการพิมพ์รายงานเป็นจำนวนมาก และพิมพ์อย่างต่อเนื่อง